วิธีฝึกเด็กให้ฉลาดและเก่งตั้งแต่แรกเกิด-3 ขวบด้วยตัวคุณเอง
Smart-wiring your baby’s brain
เราได้นำบทความที่ตีพิมพ์และเผยแพร่ทางอินเตอร์เนท ซึ่งเป็นวิธีการสอนและฝึกเด็กให้ฉลาดตั้งแต่แรกเกิด บทความนี้มีเนื้อหาหลายส่วน เราได้ตัดเอาบางส่วนมานำเสนอเพื่อให้ คุณพ่อคุณแม่สามารถอ่านและทำความเข้าใจ เพื่อนำไปใช้ในกานสอนลูกๆด้วยวิธีการที่เหมาะสม โดยบทความตอนแรกที่นำมานั้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับสมองของเด็ก และการพัฒนาสมองของเด็ก เรื่องนี้เป็นพื้นฐานความรู้ที่สำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ควรจะอ่านทำความเข้าใจ เพื่อจะได้เลี้ยงลูกและฝึกลูกได้อย่างเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของสมองของเด็ก
สมองกับการเรียนรู้ของเด็ก
เรียนรู้และเข้าใจการทำงานของสมอง เพื่อเตรียม ความพร้อมอย่างเต็มที่ ให้กับสมองของลูกของคุณ เซลล์สมองของทารกเริ่มถือกำเนิด ขึ้นภายหลังจากการปฏิสนธิของตัวอ่อนได้ เพียง 3 สัปดาห์ โดยเซลล์สมองเหล่านี้จะมีการ “แตกตัว” อย่างรวดเร็วยิ่งยวดกว่าเซลล์ในอวัยวะส่วนอื่นใด ในร่างกายของมนุษย์ การพัฒนาของเซลล์สมอง นี้จะดำเนินไปอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงเวลา 3 ขวบแรกของชีวิต เด็กแรก เกิดมีขนาดของสมองประมาณ 1 ใน 4 ของผู้ใหญ่ และเมื่อเด็กอายุ 2 ขวบ สมองของเขาก็จะเติบโตขึ้นจนมีขนาดประมาณ 3 ใน 4 ของผู้ใหญ่
ในขณะที่การเจริญเติบโตของขนาดของสมองในเด็กทุกคนจะมี ลักษณะที่ใกล้เคียงกัน แต่ความเฉลียวฉลาดของเด็กแต่ละคนจะแตกต่าง กันออกไป ซึ่งเราไม่สามารถประมาณการหรือกำหนดได้ ทั้งนี้ความ เฉลียวฉลาด หรือความสามารถทางสติปัญญาของเด็ก จะขึ้นอยู่กับ “พันธุกรรม” “สภาพแวดล้อม” และ “ประสบการณ์ที่พ่อแม่ตระเตรียมให้ แก่เขาในช่วงเวลา 3 ขวบแรกของชีวิต”
การวิจัยในต่างประเทศโครงการหนึ่งตั้งสมมุติฐานไว้ว่า เซลล์สมอง ของคนและสัตว์จะเติบโตเต็มศักยภาพได้นั้น จำเป็นต้องได้รับการกระตุ้น เมื่อถึงช่วงอายุเวลาใดเวลาหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งนักวิจัยได้ทำการทดสอบ สมมุติฐานดังกล่าวกับลูกแมวอายุ 2 เดือน โดยเอาผ้าปิดตาลูกแมวเป็น เวลา 4 วัน ผลการวิจัยปรากฏว่า ลูกแมวตัวนั้นกลายเป็นลูกแมวตาบอดไป ตลอดชีวิตเนื่องจากเซลล์สมองที่ควบคุมการมองเห็นของมันขาดการกระตุ้น ในช่วงตอนที่มันมีอายุได้ 2 เดือน ซึ่งเป็นช่วงเวลาของการพัฒนาทาง สายตาของมันนั่นเอง
แน่นอนว่าเราไม่สามารถทำการทดสอบสมมุติฐานโดยทำการทดลอง ในลักษณะดังกล่าวนี้กับทารกมนุษย์ แต่ก็มีการค้นพบว่า คนเราก็มีช่วงอายุ เวลาใดเวลาหนึ่งโดยเฉพาะสำหรับพัฒนาการทางการมองเห็นนี้เช่นกัน โดย พบว่า เด็กที่มีต้อกระจกในตามาแต่กำเนิด หากได้รับการผ่าตัดเอา ต้อกระจกออกก่อนที่เด็กจะอายุได้ 2 เดือน เด็กคนนี้ก็จะสามารถกลับมามี สายตาที่เป็นปกติได้ แต่ถ้าหากเด็กได้รับการผ่าตัดที่ล่าช้าไปกว่านี้ โดย เฉพาะอย่างยิ่งหากเขาได้รับการผ่าตัดเมื่อเขาอายุเกิน 6 เดือนขึ้นไปแล้ว เด็กคนนั้นจะมีปัญหาในการมองเห็นไปตลอดชีวิต
นักวิจัยยังได้ทำการทดสอบถึง “ผลกระทบของสภาพแวดล้อมที่มี ต่อพัฒนาการของเด็กทารก” โดยเมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว ศาสตราจารย์ คณะจิตวิทยาชาวสหรัฐจากมหาวิทยาลัยแห่งเมืองนิวยอร์ก ชื่อ ดร. เวนย์ เดนนิส ได้ทำการวิจัยถึงผลกระทบของสภาพแวดล้อมกับเด็กๆ ณ สถาน เลี้ยงเด็กกำพร้า 3 แห่ง ในกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน
ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งแรกนั้น เด็กทารกแรกเกิดถูกทอดทิ้งให้ นอนอยู่แต่ในเปล พวกเขาไม่ได้รับการเคลื่อนย้ายไปไหนมาไหน ขาดการ อุ้มชู การสัมผัส การกอดรัด และการนวด เด็กๆ เหล่านี้ ไม่ได้มีโอกาสได้ นอนคว่ำ จนกระทั่งเด็กเรียนรู้ที่จะพลิกคว่ำด้วยตนเอง เด็กๆ เหล่านี้ดูด นมจากขวดนมที่หนุนด้วยหมอนหรือผ้าหนุน เนื่องจากจำนวนเจ้าหน้าที่ใน สถานเลี้ยงเด็กกำพร้ามีไม่เพียงพอกับจำนวนเด็ก เจ้าหน้าที่จึงไม่มีเวลามา อุ้มให้นมเด็กทีละคน เด็กๆ เหล่านี้ไม่มีของเล่น และไม่มีผู้ใหญ่มาคุยเล่น ให้ความเพลิดเพลินกับพวกเขา เมื่อเด็กๆ โตพอที่จะนั่งเองได้ พวกเขาก็ถูก จับนั่งเรียงบนพื้น โดยมีที่นั่งกั้นไว้ไม่ให้ล้ม และเมื่อเด็กๆ เหล่านี้โตขึ้นจน อายุ 3 ขวบ พวกเขาก็ถูกย้ายไปอยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งที่สอง ที่ไม่ ได้มีสภาพดีไปกว่ากัน
จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจเลยเมื่อผลการวิจัยพบว่า เด็กที่ถูกละเลยเหล่า นี้ มีพัฒนาการที่ล่าช้ากว่าเด็กโดยทั่วไปเป็นอย่างมาก โดยน้อยกว่าครึ่งหนึ่ง ของเด็กอายุ 1 -2 ขวบในกลุ่มวิจัยนี้สามารถนั่งได้ด้วยตนเอง และมีเด็ก เพียงคนเดียวเท่านั้นที่สามารถเดินได้ (เปรียบเทียบกับเด็กโดยส่วนใหญ่ ที่ จะนั่งเองได้ก่อนที่อายุครบ 9 เดือน) นอกจากนี้นักวิจัยยังพบว่าน้อยกว่า ครึ่งหนึ่งของเด็กอายุ 2 ขวบในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนี้ สามารถยืนเอง ได้และมีเด็กจำนวนไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ที่สามารถเดินได้ รวมทั้งในกลุ่ม เด็กอายุ 3 ขวบ มีเพียง 15 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่สามารถเดินได้ (more…)