7หลักเสริมลูกรักไม่หวั่นความผิดหวัง จากบทความน่าสนใจใน นสพ คมชัดลึก วันที่ 14 พฤษภาคม 2556 เราขอนำบทความนี้มานำเสนอให้กับคุณพ่อคุณแม่ เพื่อ7หลักเสริมลูกรักไม่หวั่นความผิดหวังเรียนรู้วิธีสอนลูกๆที่กำลังโตขึ้น ให้รู้จักรับมือกับความพ่ายแพ้ และความผิดหวังในชีวิต ซึ่งจะเป็นเรื่องที่สำคัญที่จะทำให้เขาผ่านวิกฤตต่างๆในชีวิตไปได้

สังคมยุคปัจจุบัน เป็นยุคที่มีการแข่งขันสูงและมีแนวโน้มที่จะแข่งขันกันอย่างเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ จะเห็นได้จากการสอบชิงเข้าเรียนในชั้นอนุบาลของเด็กเล็ก หรือการเปิดรับสมัครเพื่อแข่งขันโชว์ความสามารถพิเศษของเด็กในระดับประถม-มัธยม และจากสภาพแวดล้อมเหล่านี้ ทำให้คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่มีความกังวล เพราะรู้ดีว่า การเลี้ยงดูลูกด้วยความรักเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะให้ลูกรักเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่แข็งแกร่งทั้งร่างกายและความคิดได้ จึงต้องอาศัย “ประสบการณ์ตรงจากโลกภายนอก” มาช่วยเพิ่มทักษะในการดำเนินชีวิตให้ลูกๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การรับมือกับความพ่ายแพ้และผิดหวัง

พญ.โสรยา ชัชวาลานนท์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลเด็ก สมิติเวช ศรีนครินทร์ กล่าวว่า ช่วงอายุของเด็กระหว่าง 7-14 ปี นับว่าเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เป็นวัยที่ให้ความสำคัญกับการถูกยอมรับจากผู้อื่น ทั้งยังเป็นวัยที่เริ่มสร้างตัวตนหรือคาแรกเตอร์ให้แก่ตัวเอง หากต้องเจอการปฏิเสธจากผู้คนรอบข้างอาจเกิดความรู้สึกผิดหวังและเสียความมั่นใจไปเลย แต่ถ้าเด็กได้เรียนรู้ถึงความผิดหวังและสามารถแก้ปัญหาด้วยตัวเองแล้ว เขาก็จะพัฒนาเป็นคนที่แข็งแกร่งและอยู่ในสังคมได้อย่างปลอดภัยและมีความสุขเช่นกัน

เคล็ดลับที่จะฝึกเด็กให้รับมือกับความผิดหวังได้อย่างง่ายๆ มีอยู่ 7 ข้อ ได้แก่

1. “ครอบครัว” เมื่อเด็กเจอความผิดหวัง หน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่คือ ต้องไม่แสดงความอ่อนแอให้ลูกเห็น เช่น ร้องไห้พร้อมกับลูก เพราะยิ่งจะทำให้เด็กเสียขวัญและรู้สึกเสียใจที่คุณพ่อคุณแม่ต้องมาเสียน้ำตา

2. “ภาษากาย” เมื่อลูกรู้สึกผิดหวัง ทำให้ไม่พร้อมที่จะรับฟังคำพูดปลอบประโลมหรือคำอธิบายต่างๆ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรหลีกเลี่ยงหรือพูดให้น้อยที่สุด แล้วหันมาใช้ภาษากาย เช่น การกอด เอามือตบไหล่หรือใช้เวลาอยู่ด้วยกันให้นานขึ้น ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้เด็กรู้สึกว่า ต่อให้เกิดอะไรขึ้นก็ตาม คุณพ่อคุณแม่ก็ยังรักและเป็นกำลังใจให้เขาเสมอ

3. “ไม่ซ้ำ-ไม่ย้ำ-ไม่ตำหนิ” นอกจากคำตำหนิแล้ว คำต้องห้ามที่ไม่ควรพูดให้เด็กได้ยิน เช่น น่าเสียดาย เพราะจะยิ่งไปซ้ำเติมภาวะจิตใจที่แย่อยู่แล้วให้หนักเข้าไปอีก” พญ.โสรยา กล่าว

4. “นอกจากนี้ยังต้องเป็น “ผู้รับฟังที่ดี” เพื่อเป็นการระบายความรู้สึกที่ไม่สบายใจออกมา ซึ่งคุณพ่อคุณแม่อาจถามในประเด็นที่สำคัญและรับฟังคำตอบอย่างตั้งใจ เพราะเพียงแค่ได้เล่าออกมาให้ใครสักคนฟัง เด็กก็จะรู้สึกสบายใจขึ้น

5. จากนั้นจึงค่อยๆ “เบี่ยงเบนความสนใจจากอดีต ด้วยกิจกรรมใหม่ๆ ที่ทำอยู่ในปัจจุบัน” อาจจะเป็นการพูดคุยและแนะนำโดยให้มองไปยังเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตแทน

6. ขณะเดียวกันต้องชี้ให้เห็นว่า “ความพ่ายแพ้และความผิดหวัง คือ เครื่องเตือนใจให้ลูกหยุดพัฒนาตัวเอง” โดยเน้นพูดคุยถึงเรื่องดีๆ ในวันข้างหน้า เช่น อนาคตอยากทำอะไร รู้สึกอย่างไรถ้าวันหนึ่งประสบความสำเร็จในชีวิต ได้ทำในสิ่งที่อยากทำมานาน หรือให้เล่าประสบการณ์ดีๆ ที่ประทับใจเพื่อลดความรู้สึกในด้านลบของเด็ก

7. และสุดท้ายต้องช่วยลูก “ค้นหาเด็กเก่งคนใหม่… ที่ซ่อนอยู่ในลูกคนเดิม” ด้วยการดึงความสามารถด้านอื่นๆ ที่เด็กมีอยู่ออกมาอีก ซึ่งจะช่วยทำให้ลูกมีโอกาสได้เรียนรู้และพัฒนาความสามารถนั้นมาทดแทนได้” จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น แนะนำ

การเลี้ยงลูกในยุคที่มีการแข่งขันสูง คุณพ่อคุณแม่รุ่นใหม่จึงต้องสร้าง “ต้นทุนชีวิตและภูมิคุ้มกันทางจิตใจ” ให้แก่ลูก ไม่ว่าจะเป็นการทุ่มเททั้งความรักและความปรารถนาดี เปิดใจรับฟังและทำความเข้าใจในสิ่งที่ลูกพูด เพื่อหล่อหลอมให้ลูกๆ ได้เจริญเติบโตและเริ่มต้นตั้งหลักชีวิตได้อย่างแข็งแกร่งต่อไปในอนาคต

ที่มา: http://bit.ly/12vZB8b

ยางฝึกจับดินสอแนะนำและออกแบบโดยนักกิจกรรมบำบัด จากประเทศอเมริกา

ยางฝึกจับดินสอ รุ่น Mini เหมาะสำหรับเด็กเริ่มหัดเขียนภาพยางฝึกจับดินสอ รุ่น Softยางฝึกจับดินสอ รุ่น Shell

ยางฝึกจับดินสอ รุ่น Mini ยางฝึกจับดินสอ รุ่น Soft ยางฝึกจับดินสอ รุ่น Shell