คู่มือความรู้เพื่อพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ในเด็กอายุ 3-11 ปี สำหรับพ่อแม่/ผู้ปกครองความฉลาดด้านอารมณ์-เด็ก-เด็กอนุบาล-บทความ

เราได้นำบทความที่น่าสนใจสำหรับคุณพ่อคุณแม่ และผู้ปกครอง ในการฝึกและพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ของเด็ก (IQ and EQ) เป็นบทความจาก กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข

ทักษะการอบรมสั่งสอนและการแนะนำ

คนทุกคนไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ หรือฉลากแค่ไหนก็ทำสิ่งผิดพลาดได้ทั้งนั้น ไม่มีใครสมบูรณ์แบบดังนั้น ควรใจเย็นๆ ค่อยๆ สอนลูก บอกเขาให้ชัดเจนว่าสิ่งที่ถูกต้องที่เขาควรทำนั้นคือ อะไร

หลักการสำคัญในการอบรมสั่งสอนและการแนะนำ

๑. หากจะสอนอะไร พยายามสอนตอนลูกอารมณ์ดี และสอนแบบการพูดคุย ถามความรู้สึกและเหตุผลของเขา ลูกจะฟังได้มากกว่า

๒. ให้โอกาสลูกได้เรียนรู้ความผิดพลาด หากเห็นว่าลูกทำอะไรไม่ถูกต้องหรือผิดพรากถ้าสิ่งนั้นไม่ใช่ความผิดพลาดรุนแรงที่จะส่งผลเสียหายอะไร พ่อแม่ไม่ควรเข้าไปขัดขวางการกระทำของลูกทันที เพราะจะเป็นการขัดขวางการเรียนรู้ตามธรรมชาติ ทำให้เด็กไม่ได้เรียนรู้ในการเผชิญปัญหา และแก้ไขปัญหาต่างๆ ด้วยตัวเอง เขาจะรู้สึกว่าต้องคอยพึ่งพาพ่อแม่ ยิ่งกว่านั้นการที่พ่อแม่ไมให้เด็กทำอะไรเอง ก็เท่ากับเป็นการบอกลูกว่าลูกไม่ดีพอ ไม่เก่งพอ และพ่อแม่ไม่เชื่องถือในตัวลูกเด็กจึงรู้สึกว่าตัวเองด้อยค่า

ดังนั้น ควรปล่อยให้เด็กทำอะไรเองบ้างแม้ว่าเขาอาจทำไม่ดี ไม่เรียบร้อย หรือผิดพลาด แต่เด็กจะได้เรียนรู้ความผิดพลาดนั้น เช่น เมื่อเด็กเล็กหัดทานอาหารเอง อาบน้ำเอง แต่งตัวเอง ก็ปล่อยให้เขาทำแม้ว่าเจาจะทำไม่เรียบร้อย โดยพ่อแม่ให้คำแนะนำบ้างว่าเขาจะทำสิ่งต่างๆให้ดีขึ้นอย่างไร และชมเมื่อเขาทำได้ดี เมื่อเด็กโตหัดทำการฝีมือหรือสิ่งประดิษฐ์ ก็ปล่อยให้เด็กฝึกทำด้วยตนเองให้มากที่สุด เป็นต้น

๓. อย่างมองข้ามปัญหาที่ดูเหมือนเล็กๆน้อยๆ ควรแก้ไขตั้งแต่ต้น มิฉะนั้นจะเกิดปัญหาต่อเนื่องเป็นลูกโซ่และกลายเป็นปัญหาใหญ่ในที่สุด เช่น พ่อแม่ไม่ว่าอะไรที่ลูกแอบหยิบเงินเล็กน้อยในกระเป๋าของพ่อแม่โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นการบ่มเพาะนิสัยการลักเล็กขโมยน้อย

วิธีการอบรมสั่งสอนและการแนะนำ ความฉลาดด้านอารมณ์-เด็ก-เด็กอนุบาล-บทความ-2

๑.เมื่อลูกทำสิ่งที่ดี พ่อแม่ควรให้ความสนใจ ไม่ว่าการกระทำนั้นจะดูเล็กน้อยหรือไม่สำคัญก็ตาม การมองเห็นสิ่งดีๆที่เด็กทำและแสดงให้เด็กรู้ว่าพ่อแม่พอใจการกระทำของเขา เป็นการย้ำว่าเขาทำดีได้ และจะส่งผลให้ลูกพยายามทำดีมากขึ้น และทำความผิดน้อยลง

๒. การสอนด้วยเหตุผลในแง่บวกจะได้ผลมากกว่าแง่ลบเช่น แทนที่จะไปบอกว่า “ลูกชอบทำหน้าบึ้งหน้างออย่างนี้จะไม่มีใครอยากพูดด้วย” ให้เปลี่ยนเป็นบอกลูกว่า”ถ้าทำหน้าตายิ้มแย้มจะทำให้ใครๆรวมทั้งพ่อแม่อยากพูดคุยด้วย” การพูดในแง่บวกจะทำให้ลูกไม่ต่อต้าน ทั้งยังให้อยากกระทำตามพ่อแม่มากขึ้น

๓. เมื่อลูกทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม พ่อแม่ควรหลีกเลี่ยงการตำหนิเด็กด้วยคำพูดหรือท่าทางเชิงลบ เช่น “ลูกนี่เป็นเด็กที่แย่ที่สุด” หรือ “ลูกนี่ไม่เข้าท่าเลย” ให้เปลี่ยนเป็นบอกลูกว่า “แม่ไม่ชอบที่ลูกทิ้งของเกลื่อนกลาด เวลาเล่นเสร็จแล้วควรเก็บของเข้าที่ให้เรียบร้อย”

๔. อย่าบอกลูกว่าเขาทำอะไรผิดเท่านั้น แต่บอกให้ชัดเจนด้วยว่าเขาควรจะทำอะไรถึงจะถูก หรือบอกวิธีการปฏิบัติตัว หากเป็นเรื่องที่ไม่สำคัญควรบอกในเชิงแนะนำ แต่หากเป็นเรื่องสำคัญให้บอกเป็นคำสั่งที่ชัดเจน

๕. เมื่อพ่อแม่ทำผิดพลาดเอง พ่อแม่ต้องยอมรับผิดได้และอธิบายให้ลูกฟังว่าสิ่งที่พ่อแม่ทำไปนั้น ไม่ถูกต้อง การที่พ่อแม่ยอมรับว่าตนเองมีความบกพร่องบ้างนั้น จะเป็นแบบอย่างให้ลูกรู้จักการยอมรับตนเอง เมื่อเขาทำผิด เข่าจะซื่อสัตย์ ยอมรับในความผิดพลาดของตนและจะเริ่มต้นแก้ไขตัวเองใหม่

ทักษะการให้รางวัลแรงเสริม

เมื่อพ่อแม่อยากให้ลูกทำอะไรก็ตามต้องจูงใจด้วยการให้การเสริมแรงทางบวกวิธีการให้รางวัลเป็นกลยุทธ์ที่ดีในการเสริมแรงให้ลูกปฏิบัติในทางที่ชอบโดยมีเทคนิคในการให้รางวัลดังต่อไปนี้

๑. ให้รางวัลอะไร รางวัลควรเป็นสิ่งที่เด็กชอบและสนใจ เด็กวัย ๔-๕ ปี อาจจะชอบของเล่น แต่เด็กวัย ๕-๖ ปี ต้องการคำยกย่องชมเชย การให้ความสนใจ เด็กเล็กอาจจูงใจด้วยการให้รางวัลเป็นวัตถุสิ่งของก่อน แต่พอโตขึ้นหน่อย ก็งดรางวัล ที่เป็นวัตถุ และให้รางวัลด้วยการยกย่อง ชมเชยแทน

๒. ให้รางวัลกรณีใดบ้าง พ่อแม่ควรให้รางวัลลูกใน ๓ กรณี คือ

เมื่อพ่อแม่พบว่าลูกทำด้วยไม่ดีนัก ซึ่งมักมีสาเหตุจากการขาดแรงเสริม พ่อแม่ควรกำหนดรางวัล โดยการตกลงกับลูกไว้ล่วงหน้าว่า ถ้าเขาทำอะไร ตามที่พ่อแม่ต้องการเขาจะได้รับอะไร และเมื่อเขาทำได้พ่อแม่ต้องให้ทันที เช่น หากเขาทำการบ้านเสร็จเรียบร้อยได้ทุกวัน โดยพ่อแม่ไม่ ต้องเตือนเป็นเวลา ๑ สัปดาห์ พ่อแม่จะพาไปทานข้าวนอกบ้านในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ เป็นต้น

เมื่อเด็กมีการปฏิบัติดีอยู่แล้วแต่พ่อแม่ต้องการให้ปฏิบัติมากขึ้น บ่อยครั้งขึ้น ก็ตั้งรางวัลให้ปรือหยิบจุดที่เป็นความเพียรพยายามออกมายกย่องย่อมจะเป็นแรงเสริมให้ลูกสร้างนิสัยนั้นอย่างยั่งยืน เช่น ชมเชยว่า “ลูกน่ารักมากที่รู้จักเก็บของเข้าที่ทุกวัน” เมื่อพ่อแม่เห็นชอบและซาบซึ้งในการกระทำใดๆ ควรยกย่องชมเชยทันที จะเป็นรางวัลทางด้านจิตใจซึ่งมีค่ามากกว่ารางวัลวัตถุมากมาย

๓. พ่อแม่ควรปฏิบัติอย่างไร

พ่อแม่ควรให้รางวัลชมเชยในพฤติกรรมที่เด่นชัดและเป็นพฤติกรรมที่สังเกตเห็นได้ เช่น การที่ลูกช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน การแบ่งของเล่นให้เพื่อนการแสดงพฤติกรรมทางบวกใดก็ตามที่ตรงข้ามกับพฤติกรรมทางลบที่พ่อแม่ไม่ชอบ

พ่อแม่ต้องสังเกตการพัฒนาของลูกและให้รางวัลตอบแทนการทำความดีไม่ใช่การติดสินบนแลกเปลี่ยนที่เด็กไม่กระทำความผิด การให้รางวัลต้องให้ทันทีที่เด็กแสดงพฤติกรรมที่ชอบ ไม่ใช่รอไปชมในวันพรุ่งนี้ และต้องให้อย่างสม่ำเสมอแม้จะเป็นสิ่งสิ่งที่ลูกปฏิบัติซ้ำ ควรให้บ่อยๆพ่อแม่อย่าประหยัดคำยกย่อง ชมเชยลูกด้วยเกรงว่าลูกจะเหลิง ที่จริงความดีงามนั้นถ้าเด็กยิ่งรู้สึกว่าพ่อแม่มองเห็น เขาจะยิ่งปฏิบัติบ่อยขึ้น

ทักษะการลงโทษความฉลาดด้านอารมณ์-เด็ก-เด็กอนุบาล-บทความ-3

การลงโทษลูกในพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเป็นสิ่งจำเป็นที่จะขัดเกลาให้ลูกมีพฤติกรรมดี แต่การลงโทษนั้นไม่ใช่การดุว่า หรือการเฆี่ยนตี ในขณะที่พ่อแม่มีความโกรธ ซึ่งจะทำให้พ่อแม่ตีลูกรุนแรงเกินเหตุ พ่อแม่จึงต้องรู้จักควบคุมอารมณ์โกรธ และใช้เทคนิคในการลงโทษให้ได้ผลดังนี้

๑. ลงโทษในกรณีใด ถ้าทำผิดกฎควรมีการลงโทษที่ยุติธรรมและเหมาะสมกับความผิด เช่น การรังแกคนอื่นควรถูกลงโทษมากกว่า การไม่ทำการบ้าน เพราะเด็กไม่ยอมทำการบ้านจะได้รับผลกระทบกับตัวเองเท่านั้น แต่ถ้าไปทำให้คนอื่นเดือดร้อนเขาต้องเรียนรู้การรับผิดชอบคนอื่นด้วย ดังนั้น พ่อแม่ควรมีกฎชัดเจนว่าอะไรดี และไม่ดีและทำตามกำนั้นอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลูกจะได้ไม่สับสน

๒. ลงโทษลูกด้วยวิธีใด

การทำโทษควรให้ลูกเข้าใจว่า ลูกถูกลงโทษมิใช่เพราะพ่อแม่ไม่รักลูก หรือเกลียดลูก แต่อยากให้ลูกเป็นคนดี ดังนั้น เมื่อ จะทำโทษต้องอธิบายเหตุผลเสมอ หากพ่อแม่ตีลูกโดยไม่มีเหตุผลจะทำให้เด็กเจ็บช้ำน้ำใจมาก

วิธีการลงโทษใช้วิธีการที่หลากหลาย เช่น การงดขนมการงดดูทีวี การให้ทำงานบ้านชดเชยความผิด

ไม่ควรลงโทษทางกายเช่น การเฆี่ยนดี ถ้าไม่จำเป็น เพราะการลงโทษทางกายรุนแรงจะทำให้เด็กเป็นเด็กขี้ขลาดหรือกลายเป็นเด็กก้าวร้าว หากจำเป็นต้องตี อย่าดีลูกด้วยมือ ควรดีด้วยไม้เรียวที่ก้นแรงๆเพียง ๑ ครั้ง หลังจากนั้นโอบกอดลูกไว้ สำหรับเด็กที่อายุเกิน ๑๐ ปี เมื่อทำผิดกฎ ให้ถามเหตุผลว่าทำไม่เขาจึงทำผิด และให้เขาเลือกว่าเขาควรถูกลงโทษอย่างไร เช่น ยอมให้ตี ให้ทำความสะอาดห้อง หรืองดดูทีวี เพื่อเด็กจะได้ยอมรับการลงโทษและเท่ากับเด็กเรียนรู้ที่จะยอมรับความผิดด้วยตัวเอง

๓. ลงโทษอย่างไร

การลงโทษควรทำทันที เมื่อเด็กทำผิด ไม่ควรรอจนลูกลืมแล้วค่อยมาลงโทษ

เมื่อลูกทำผิดควรเรียนลูกไปคุย สองต่อสอง ไม่ว่าร้ายดุด่าต่อหน้าพี่น้องให้เขาอับอาย ขณะที่เมื่อลูกทำดี ให้ชมต่อหน้า เพื่อให้เขาเกิดความภาคภูมิใจ อย่าขู่บ่อยๆขู่โดยไม่ลงโทษ ลูกจะรู้ว่าพ่อแม่ไม่เอาจริง และไม่เชื่อฟัง

ให้ความสำคัญกับการขอโทษ ถ้าเด็ก ถ้าเด็กขอโทษแบบขอไปทีหรือไม่ได้รู้สึกผิดจริงๆ ก็ไม่ควรยุติการขอโทษลงง่ายๆ ต้องให้เขายอมรับว่ารู้สึกผิดจริงๆ ช่วยให้ลูกเรียนรู้ถึงผลลัพธ์จากการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ไม่ใช่ว่าเมื่อทำผิดแล้ว พ่อแม่คอยแก้ตัวให้ หรือคอยช่วยลูกให้พ้นจากการถูกลงโทษอยู่เสมอ เช่น หากลูกไม่ยอมทำการบ้าน แม้พ่อแม่จะตักเตือนแล้วก็ปล่อยให้ลูกได้รับบทเรียนโดยถูกครูลงโทษ แทนที่พ่อแม่จะทำการบ้านให้ลูกแทน

สิ่งสำคัญคือ การตำหนิหรือลงโทษสำหรับพฤติกรรมที่ผิดเพียงอย่างเดียวนั้น ไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีเท่ากับการให้รางวัลสำหรับพฤติกรรมที่ดี การสังเกตพฤติกรรมที่ดีของลูกและให้คำชมเชยจะทำให้เด็กรู้สึกอยากทำความดีมากขึ้น

Read More: http://www.iqeqdekthai.com/neo/parenthandbook.html

อ่านบทความการสอนและการพัฒนาเด็กจากลิงค์นี้


คู่มือความรู้เพื่อพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ในเด็กอายุ 3-11 ปี สำหรับพ่อแม่/ผู้ปกครอง


คู่มือความรู้เพื่อพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ในเด็กอายุ 3-11 ปี สำหรับพ่อแม่/ผู้ปกครอง

ยางฝึกจับดินสอแนะนำและออกแบบโดยนักกิจกรรมบำบัด จากประเทศอเมริกา

ยางฝึกจับดินสอ รุ่น Mini เหมาะสำหรับเด็กเริ่มหัดเขียนภาพยางฝึกจับดินสอ รุ่น Softยางฝึกจับดินสอ รุ่น Shell

ยางฝึกจับดินสอ รุ่น Mini ยางฝึกจับดินสอ รุ่น Soft ยางฝึกจับดินสอ รุ่น Shell