วิธีฝึกเด็กให้ฉลาดและเก่งตั้งแต่แรกเกิด-3 ขวบด้วยตัวคุณเอง

Smart-wiring your baby’s brainbrain-kids-smart-children-1

เราได้นำบทความที่ตีพิมพ์และเผยแพร่ทางอินเตอร์เนท ซึ่งเป็นวิธีการสอนและฝึกเด็กให้ฉลาดตั้งแต่แรกเกิด บทความนี้มีเนื้อหาหลายส่วน เราได้ตัดเอาบางส่วนมานำเสนอเพื่อให้ คุณพ่อคุณแม่สามารถอ่านและทำความเข้าใจ เพื่อนำไปใช้ในกานสอนลูกๆด้วยวิธีการที่เหมาะสม โดยบทความตอนแรกที่นำมานั้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับสมองของเด็ก และการพัฒนาสมองของเด็ก เรื่องนี้เป็นพื้นฐานความรู้ที่สำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ควรจะอ่านทำความเข้าใจ เพื่อจะได้เลี้ยงลูกและฝึกลูกได้อย่างเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของสมองของเด็ก

สมองกับการเรียนรู้ของเด็ก

เรียนรู้และเข้าใจการทำงานของสมอง เพื่อเตรียม ความพร้อมอย่างเต็มที่ ให้กับสมองของลูกของคุณ เซลล์สมองของทารกเริ่มถือกำเนิด ขึ้นภายหลังจากการปฏิสนธิของตัวอ่อนได้ เพียง 3 สัปดาห์ โดยเซลล์สมองเหล่านี้จะมีการ “แตกตัว” อย่างรวดเร็วยิ่งยวดกว่าเซลล์ในอวัยวะส่วนอื่นใด ในร่างกายของมนุษย์ การพัฒนาของเซลล์สมอง นี้จะดำเนินไปอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงเวลา 3 ขวบแรกของชีวิต เด็กแรก เกิดมีขนาดของสมองประมาณ 1 ใน 4 ของผู้ใหญ่ และเมื่อเด็กอายุ 2 ขวบ สมองของเขาก็จะเติบโตขึ้นจนมีขนาดประมาณ 3 ใน 4 ของผู้ใหญ่

ในขณะที่การเจริญเติบโตของขนาดของสมองในเด็กทุกคนจะมี ลักษณะที่ใกล้เคียงกัน แต่ความเฉลียวฉลาดของเด็กแต่ละคนจะแตกต่าง กันออกไป ซึ่งเราไม่สามารถประมาณการหรือกำหนดได้ ทั้งนี้ความ เฉลียวฉลาด หรือความสามารถทางสติปัญญาของเด็ก จะขึ้นอยู่กับ “พันธุกรรม” “สภาพแวดล้อม” และ “ประสบการณ์ที่พ่อแม่ตระเตรียมให้ แก่เขาในช่วงเวลา 3 ขวบแรกของชีวิต”

การวิจัยในต่างประเทศโครงการหนึ่งตั้งสมมุติฐานไว้ว่า เซลล์สมอง ของคนและสัตว์จะเติบโตเต็มศักยภาพได้นั้น จำเป็นต้องได้รับการกระตุ้น เมื่อถึงช่วงอายุเวลาใดเวลาหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งนักวิจัยได้ทำการทดสอบ สมมุติฐานดังกล่าวกับลูกแมวอายุ 2 เดือน โดยเอาผ้าปิดตาลูกแมวเป็น เวลา 4 วัน ผลการวิจัยปรากฏว่า ลูกแมวตัวนั้นกลายเป็นลูกแมวตาบอดไป ตลอดชีวิตเนื่องจากเซลล์สมองที่ควบคุมการมองเห็นของมันขาดการกระตุ้น ในช่วงตอนที่มันมีอายุได้ 2 เดือน ซึ่งเป็นช่วงเวลาของการพัฒนาทาง สายตาของมันนั่นเองteach-smart-kids-1

แน่นอนว่าเราไม่สามารถทำการทดสอบสมมุติฐานโดยทำการทดลอง ในลักษณะดังกล่าวนี้กับทารกมนุษย์ แต่ก็มีการค้นพบว่า คนเราก็มีช่วงอายุ เวลาใดเวลาหนึ่งโดยเฉพาะสำหรับพัฒนาการทางการมองเห็นนี้เช่นกัน โดย พบว่า เด็กที่มีต้อกระจกในตามาแต่กำเนิด หากได้รับการผ่าตัดเอา ต้อกระจกออกก่อนที่เด็กจะอายุได้ 2 เดือน เด็กคนนี้ก็จะสามารถกลับมามี สายตาที่เป็นปกติได้ แต่ถ้าหากเด็กได้รับการผ่าตัดที่ล่าช้าไปกว่านี้ โดย เฉพาะอย่างยิ่งหากเขาได้รับการผ่าตัดเมื่อเขาอายุเกิน 6 เดือนขึ้นไปแล้ว เด็กคนนั้นจะมีปัญหาในการมองเห็นไปตลอดชีวิต

นักวิจัยยังได้ทำการทดสอบถึง “ผลกระทบของสภาพแวดล้อมที่มี ต่อพัฒนาการของเด็กทารกโดยเมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว ศาสตราจารย์ คณะจิตวิทยาชาวสหรัฐจากมหาวิทยาลัยแห่งเมืองนิวยอร์ก ชื่อ ดร. เวนย์ เดนนิส ได้ทำการวิจัยถึงผลกระทบของสภาพแวดล้อมกับเด็กๆ ณ สถาน เลี้ยงเด็กกำพร้า 3 แห่ง ในกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน

ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งแรกนั้น เด็กทารกแรกเกิดถูกทอดทิ้งให้ นอนอยู่แต่ในเปล พวกเขาไม่ได้รับการเคลื่อนย้ายไปไหนมาไหน ขาดการ อุ้มชู การสัมผัส การกอดรัด และการนวด เด็กๆ เหล่านี้ ไม่ได้มีโอกาสได้ นอนคว่ำ จนกระทั่งเด็กเรียนรู้ที่จะพลิกคว่ำด้วยตนเอง เด็กๆ เหล่านี้ดูด นมจากขวดนมที่หนุนด้วยหมอนหรือผ้าหนุน เนื่องจากจำนวนเจ้าหน้าที่ใน สถานเลี้ยงเด็กกำพร้ามีไม่เพียงพอกับจำนวนเด็ก เจ้าหน้าที่จึงไม่มีเวลามา อุ้มให้นมเด็กทีละคน เด็กๆ เหล่านี้ไม่มีของเล่น และไม่มีผู้ใหญ่มาคุยเล่น ให้ความเพลิดเพลินกับพวกเขา เมื่อเด็กๆ โตพอที่จะนั่งเองได้ พวกเขาก็ถูก จับนั่งเรียงบนพื้น โดยมีที่นั่งกั้นไว้ไม่ให้ล้ม และเมื่อเด็กๆ เหล่านี้โตขึ้นจน อายุ 3 ขวบ พวกเขาก็ถูกย้ายไปอยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งที่สอง ที่ไม่ ได้มีสภาพดีไปกว่ากัน

จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจเลยเมื่อผลการวิจัยพบว่า เด็กที่ถูกละเลยเหล่า นี้ มีพัฒนาการที่ล่าช้ากว่าเด็กโดยทั่วไปเป็นอย่างมาก โดยน้อยกว่าครึ่งหนึ่ง ของเด็กอายุ 1 -2 ขวบในกลุ่มวิจัยนี้สามารถนั่งได้ด้วยตนเอง และมีเด็ก เพียงคนเดียวเท่านั้นที่สามารถเดินได้ (เปรียบเทียบกับเด็กโดยส่วนใหญ่ ที่ จะนั่งเองได้ก่อนที่อายุครบ 9 เดือน) นอกจากนี้นักวิจัยยังพบว่าน้อยกว่า ครึ่งหนึ่งของเด็กอายุ 2 ขวบในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนี้ สามารถยืนเอง ได้และมีเด็กจำนวนไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ที่สามารถเดินได้ รวมทั้งในกลุ่ม เด็กอายุ 3 ขวบ มีเพียง 15 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่สามารถเดินได้

นักวิจัยยังได้ทำการศึกษาต่อกับเด็กกำพร้ากลุ่มที่สาม ที่อาศัยอยู่ ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าและปัญญาอ่อน โดยในสถานเลี้ยงเด็กแห่งนี้ เด็กๆ ได้รับการเอาใจใส่ดูแลเป็นพิเศษ มากกว่าเด็กๆ ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า อีกสองแห่งที่กล่าวถึงข้างต้น เช่น เด็กๆ จะมีเจ้าหน้าที่คอยอุ้มเวลาให้นม และให้อาหาร และมีของเล่นให้พวกเขาได้เล่น นอกจากนี้ เด็กๆ ยังได้รับ การสัมผัสและพูดคุยอย่างใกล้ชิดจากเจ้าหน้าที่ ปรากฏว่าเด็กๆ ในกลุ่มนี้ แม้จะปัญญาอ่อน แต่ก็กลับมีพัฒนาการที่ดีกว่าเด็กปกติในสถานเลี้ยงเด็ก กำพร้าอีกสองแห่งที่กล่าวถึงข้างต้น โดยเด็กอายุ 2 ขวบ ทุกคนในกลุ่มนี้ สามารถนั่งได้เอง คืบคลาน และเดินได้เวลามีอะไรให้เกาะเดิน การวิจัยที่ สภาพแวดล้อมมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อ การพัฒนาทางด้านร่างกายและสติปัญญาของเด็ก แน่นอนว่า เด็กส่วนน้อยในสังคมบ้านเราจะถูกละเลยและทอดทิ้ง อย่างน่าสงสาร ดังที่นักวิจัยได้พบเห็นในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าในกรุง เตหะราน แต่ก็ไม่ใช่ว่าเด็กทุกคนในบ้านเราจะได้รับการกระตุ้นส่งเสริมการ พัฒนาทั้งทางสติปัญญาและอารมณ์อย่างที่เขาสมควรที่จะได้รับในช่วงวัย แรกเกิดจนถึง 3 ขวบ ผลกระทบของการขาดการกระตุ้นที่เหมาะสมในช่วง วัยนี้ อาจจะส่งผลเสียอย่างร้ายแรงได้ นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการทดลองกับ หนู สุนัข แมว ลิง และสัตว์อื่นๆ พบว่า สัตว์เหล่านี้จะฉลาดขึ้นเมื่อพวก มันได้รับการกระตุ้นอย่างเหมาะสมตอนที่พวกมันยังเป็นทารก และสมอง ของพวกมันก็เติบโตได้รวดเร็วกว่าสัตว์ที่ไม่ได้รับการกระตุ้น ยิ่งพวกมันได้ รับการกระตุ้นมากขึ้นและเร็วขึ้นเท่าใด พวกมันก็จะยิ่งฉลาดขึ้นเท่านั้น เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่า ความเฉลียวฉลาดของเด็กไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “สภาพแวดล้อม” เพียงอย่างเดียว หากแต่ขึ้นอยู่กับการถ่ายทอดทาง พันธุกรรมจากพ่อแม่ด้วย เช่นลูกอาจได้รับการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ใน ด้านความถนัดทางด้านดนตรีหรือทักษะทางคณิตศาสตร์จากพ่อแม่ เป็นต้น แต่ความสามารถทางกรรมพันธุ์นี้ก็ไม่ได้เป็นสิ่งรับประกันเสมอไปว่าลูกของพ่อแม่ที่มีความสามารถจะเติบโตเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์ติดตัวและประสบความสำเร็จในอนาคตอย่างแน่นอน แต่ “สภาพแวดล้อมและการ ฝึกฝนที่เหมาะสม” ต่างหาก กลับมีส่วนสำคัญอย่างมากในการพัฒนาเด็ก ให้มีความสามารถเต็มตามศักยภาพที่เขาได้รับถ่ายทอดมาจากพ่อแม่

เด็กโดยทั่วไปอาจได้รับการฝึกฝนให้เล่นดนตรีได้ แต่เด็กที่มี พรสวรรค์ทางดนตรีติดตัวมาโดยกำเนิด หากเขาได้รับการฝึกฝนให้เล่นดนตรีในลักษณะเดียวกัน ก็จะกลายเป็นนักดนตรีที่มีชื่อเสียงได้ ดังนั้น หน้าที่ของคุณในฐานะพ่อแม่ก็คือ การค้นหาความสามารถตามธรรมชาติที่ แฝงเร้นอยู่ในตัวของลูกน้อย และกระตุ้นส่งเสริมให้ความสามารถนั้นได้รับ การพัฒนาให้ชัดเจนขึ้นอย่างเหมาะสมนั่นเอง แม้แต่บุคคลอัจฉริยะที่มีชื่อเสียงระดับโลก อย่างเช่น โมซาร์ต ไอน์สไตน์ หรือเชคสเปียร์ ก็อาจกลายเป็นคนที่มีชีวิตไร้ค่า หากพวกเขาตก อยู่ในสภาพการเลี้ยงดูที่ย่ำแย่อย่างเด็กๆ ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าในกรุง เตหะรานเหล่านั้น จริงอยู่ว่า ธรรมชาติได้ตระเตรียมลูกของคุณให้มี ศักยภาพที่จะเจริญเติบโตและประสบความสำเร็จในภายภาคหน้า แต่ ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับคุณซึ่งเป็นพ่อแม่ ว่าได้เตรียม “สภาพแวดล้อมในบ้าน” ที่เหมาะสมที่จะช่วยให้ลูกน้อยได้เจริญเติบโตและพัฒนาได้ดีแค่ไหน

ทำความเข้าใจกับการทำงาน ของสมองของเด็ก

สมองของมนุษย์เรามีการทำงานที่สลับซับซ้อนอย่างมาก ประมาณ ได้ว่า มนุษย์มีเซลล์สมอง (neuron) อยู่กว่าสองแสนล้านเซลล์ โดยเซลล์ สมองแต่ละเซลล์นี้ จะมีการเชื่อมต่อกับเซลล์ข้างเคียงกว่าห้าพันเซลล์ ทำให้มีการเชื่อมต่อในสมองทั้งสิ้นกว่าพันล้านล้านจุด การเชื่อมต่อของ เซลล์สมองนี้ จะเชื่อมด้วยวิธีการที่เฉพาะเจาะจง เพื่อให้เซลล์สมอง สามารถสื่อสารถึงกันได้ teach-smart-kids-2

เซลล์สมองของคนเราประกอบด้วยองค์ประกอบที่สำคัญ ส่วน นั่นก็คือ ตัวเซลล์สมองเอง เส้นใยสมอง (dendrites) และ จุดเชื่อมต่อ (axon) ส่วนของเซลล์สมองจะมีองค์ประกอบหลักที่สำคัญ คือนิวเคลียส การเชื่อมต่อของเซลล์จะผ่านการแตกกิ่งก้านสาขาของเส้นใย สมอง และท่อยาวของจุดเชื่อมต่อในเซลล์บางเซลล์ เช่นเซลล์ในไขกระดูก สันหลัง จุดเชื่อมต่อจะมีความยาวหลายฟุตเลยทีเดียว ที่ปลายของจุดเชื่อม ต่อจะมีการบรรจบกันกับเซลล์สมองข้างเคียง โดยจุดเชื่อมต่อจะทำหน้าที่ ส่งสัญญาณ ในขณะที่เส้นใยสมองทำหน้าที่รับสัญญาณต่างๆ ที่เซลล์สมอง ส่งถึงกันและกัน

จากการเชื่อมต่อเหล่านี้ เซลล์สมองจะส่งสัญญาณไฟฟ้าและสารเคมี ชีวภาพระหว่างกัน โดยทั่วไปแล้ว ยิ่งคนเรามีเส้นใยสมองและจุดเชื่อมต่อ มากเท่าไร ก็จะยิ่งมีความเฉลียวฉลาดมากขึ้นเท่านั้น เนื่องจากเส้นใยสมอง และการเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ จะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้สมองสามารถ สื่อสาร ประมวลผล และมีความคิดที่มีเหตุผลสลับซับซ้อนยิ่งขึ้นได้

เซลล์สมองจะก่อร่างสร้างตัวขึ้นอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่เวลาที่คุณแม่ ตั้งครรภ์ โดยจะแตกตัวเป็นพันล้านเซลล์ก่อนที่ครรภ์จะครบ 6 เดือนเสีย ด้วยซ้ำไป นอกจากเซลล์สมองแล้ว ในสมองของทารกจะประกอบด้วยเซลล์ ประสาทที่เรียกว่า เกลีย (glia) ซึ่งมาจากรากศัพท์ภาษากรีกของคำว่า glue หรือ กาว โดยที่เกลียจะทำหน้าที่เคลือบห่อหุ้มเพื่อป้องกันและเป็น แหล่งอาหารของเซลล์ประสาท และเซลล์เหล่านี้จะห่อหุ้มรอบเซลล์สมองจน มีลักษณะคล้ายเป็นสารเคลือบสีขาวๆ ที่เรียกว่า Myelin การพัฒนาของ เกลียจะดำเนินไปตลอดช่วงชีวิตของคนเรา และจะเป็นส่วนสำคัญในการ พัฒนาความเจริญเติบโตทางขนาดของสมองในช่วงวัย 0 -3 ขวบ

นักวิทยาศาสตร์พบว่า เด็กแรกเกิดมีจำนวนเซลล์สมองและการเชื่อม ต่อของเซลล์สมองมากกว่าผู้ใหญ่หลายเท่าตัว เพราะอันที่จริงแล้ว สมอง ของผู้ใหญ่ไม่จำเป็นต้องใช้เซลล์ที่มีมาโดยกำเนิดเหล่านี้ทั้งหมด กว่าครึ่ง หนึ่งของเซลล์สมองที่มีมาแต่กำเนิด จะสูญหายไปในช่วงระยะเริ่มต้นของ ชีวิต ส่วนเซลล์ที่ยังคงอยู่ก็จะพัฒนาการเชื่อมต่อไปเรื่อยๆ กระบวนการดังกล่าวนี้ เป็นการจัดระบบระเบียบของสมองที่เรียกว่า neuron pruning โดยที่การจัดระบบนี้จะเกิดขึ้นในช่วง 2 ขวบแรกของชีวิต

กระบวนการในการพัฒนาของสมองนี้แสดงให้เห็นว่า สมองของ คนเรามีความสามารถในการปรับตัวตามสภาพแวดล้อม สมองของ ลูกน้อยของคุณจะมีการปรับโครงสร้าง นั่นคือ การเชื่อมต่อของเซลล์สมอง รวมทั้งการสูญเสียการเชื่อมต่อบางแห่ง โดยขึ้นอยู่กับการตอบสนองต่อ สภาพแวดล้อมและประสบการณ์ในชีวิตของเขา การจัดระบบระเบียบของ สมองนี้อาจดูงุ่มง่ามและไม่จำเป็น แต่มันก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามหลักชีววิทยา เมื่อแรกเกิด สมองมีเซลล์ที่มากเกินความจำเป็น และพร้อมที่จะรับรู้ ทุกอย่าง สมองของเด็กทารกพร้อมที่จะตอบรับการกระตุ้นเร้าทางประสาท สัมผัส และการเคลื่อนไหวทุกประเภท ส่วนของการเชื่อมต่อที่ไม่ได้ใช้งานก็ จะถูกกำจัดไป ในขณะที่ส่วนของการเชื่อมต่อที่ถูกกระตุ้นและใช้งานบ่อยๆ ก็จะแข็งแกร่งขึ้น การจัดระบบระเบียบนี้ ทำให้สมองทำงานอย่างมี ประสิทธิภาพมากขึ้น เซลล์สมองที่ได้รับการกระตุ้น จะก่อเส้นใยใหม่ๆ จน ดูเหมือนเป็นกิ่งก้านสาขาที่แข็งแรง แทนที่จะเป็นเพียงหน่อเล็กๆ

ทุกๆครั้งที่ลูกสัมผัสใบหน้าของคุณหรือได้ยินเสียงเพลงเห่กล่อม ของคุณ จะมีกระแสไฟฟ้าวิ่งไปมาในสมองของเขาเพื่อก่อร่างวงจรของ เซลล์สมอง ยิ่งเส้นทางในวงจรถูกใช้มากเท่าใด วงจรนั้นก็จะแข็งแกร่งขึ้น เท่านั้น และข้อมูลก็จะส่งผ่านได้ดีขึ้น การพัฒนาของสมองของลูกของคุณ จึงไม่ใช่เป็นการพัฒนาตามธรรมชาติที่คุณสามารถนิ่งดูดาย หากแต่เป็น กระบวนการทางธรรมชาติที่คุณสามารถเสริมแต่งได้ ด้วยการเพิ่ม ประสบการณ์ทางการรับรู้ของประสาทสัมผัสทั้งห้าที่ลูกน้อยได้ประสบอยู่ทุก วี่วันอีกด้วย

สภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์และการกระตุ้นเร้า ที่เหมาะสมจะช่วยให้สมองของเด็ก ได้รับการพัฒนาอย่างสมบูรณ์

ว่าห้าสิบปีที่ผ่านมา นักวิจัยได้พยายามค้นหาว่า “ประสบการณ์ ในชีวิตของคนเรา” มีผลต่อการพัฒนาทางสมองและความสามารถทาง สติปัญญามากน้อยเพียงไร

การศึกษาชิ้นหนึ่งได้ทำการทดลองเพื่อศึกษาผล กระทบของแสงต่อ พัฒนาการในการมองเห็นของลูกลิงชิมแปนซี โดยได้เลี้ยงลูกลิงจำนวนหนึ่ง ไว้ในห้องมืดๆ เป็นเวลา 16 เดือน ปรากฏว่าเซลล์สมองส่วนที่ควบคุมการ มองเห็นของลูกลิงชิมแปนซีเหล่านี้ทำงานบกพร่องไปเลย โดยที่กระจกตา และเซลล์สมองที่เกี่ยวกับการมองเห็นของพวกมันเสื่อมสภาพ เนื่องจากลูก ลิงเหล่านี้ไม่ได้รับการกระตุ้นทางสายตานั่นเอง การเสื่อมสภาพของเซลล์ สมองในส่วนดังกล่าวนี้สามารถแก้ไขได้ในช่วงเวลา 7 เดือนแรก แต่หาก ปล่อยให้พวกมันอยู่ในสภาพดังกล่าวนี้จนกระทั่งพวกมันอายุได้ 1 ขวบ ลูก ลิงเหล่านี้จะตาบอดไปตลอดชีวิต ทั้งนี้เนื่องจากเซลล์สมองสำหรับการมอง เห็นที่ไม่ได้รับการกระตุ้น จะเสื่อมสภาพและอันตรธานหายไปในที่สุด การ ศึกษาดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า เซลล์สมองจะบกพร่องไปหากไม่ได้รับการ กระตุ้นทางสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมในช่วงวัยเริ่มต้นของชีวิตteach-smart-kids-3

คำถามต่อไปก็คือว่า ถ้าเด็กทารกได้รับการกระตุ้นทางสภาพ แวดล้อมภายในบ้านอยู่ตลอดเวลา เด็กจะฉลาดขึ้นหรือไม่ ดังนั้นจึงมีการ วิจัยค้นคว้าหลายโครงการเพื่อค้นหาคำตอบ และนักวิจัยก็ได้คำตอบที่ ยืนยันว่า เด็กจะฉลาดขึ้นถ้าเขาได้รับการกระตุ้นทางสภาพแวดล้อมภายใน บ้านที่เหมาะสม

หนึ่งในโครงการวิจัยเหล่านี้ได้ทำการทดลองกับลูกหนู โดยแบ่ง ลูกหนูออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่หนึ่งถูกจัดให้อยู่ในกรงที่กว้างขวาง มีอาหาร และน้ำท่าอุดมสมบูรณ์ และยังมีของเล่นหลากหลาย อาทิเช่น บันไดไต่ราว กล่อง และล้อหมุน สลับผลัดเปลี่ยนไปทุกวันเพื่อไม่ให้ซ้ำซากจำเจ นอกจากนี้ลูกหนูในกลุ่มนี้ยังได้วิ่งเล่นวนเวียนในกล่องเป็นประจำทุกวัน

ในขณะที่ลูกหนูอีกกลุ่มหนึ่งถูกจัดให้อยู่ในกรงแคบๆ โดยลำพัง พวกมันไม่มีของเล่น ต้องอยู่ในห้องเงียบๆ ที่มืดสลัวตลอดเวลา และเพื่อที่ จะลดทอนผลกระทบทางพันธุกรรมในการทดลองดังกล่าว ลูกหนูแต่ละตัวที่ อยู่ในกลุ่มที่หนึ่งจะเป็นลูกหนูที่เกิดจากครอกเดียวกันกับลูกหนูแต่ละตัวใน กลุ่มที่สอง

ลังจากเวลาผ่านพ้นไปได้ 80 วัน นักวิจัยได้นำหนูเหล่านี้มาผ่าตัด ชันสูตร เพื่อศึกษาวิเคราะห์สรีระทางสมอง พบว่าสมองของหนูในกลุ่มที่ หนึ่งมีน้ำหนักมากกว่าหนูในกลุ่มที่สอง โดยเฉพาะในส่วนของสมองที่ ควบคุมการเรียนรู้ การมองเห็น และความจำ หนูในกลุ่มที่หนึ่งนี้ยังมีเซลล์ สมองที่ใหญ่กว่า และมีการเชื่อมต่อของเส้นใยสมองมากกว่าถึง 25 เปอร์เซ็นต์

นอกจากนี้ ยังมีโครงการวิจัยที่ทดสอบสมมุติฐานดังกล่าวสำหรับ มนุษย์อีกโครงการหนึ่ง ซึ่งเป็นโครงการของโรงเรียนแพทย์ของ มหา วิทยาลัยเบย์เลอร์ ในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่นำเด็กทารกมาตรวจวัดด้วย เครื่องสแกนสมอง พบว่าเด็กที่ไม่ค่อยได้เล่นของเล่นและขาดการสัมผัสจาก พ่อแม่ จะมีขนาดของสมอง เล็กกว่าเด็กทารกโดยทั่วไปถึง 20 -30 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น เราจึงได้ข้อสรุปว่า สภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์และการ กระตุ้นเร้าที่เหมาะสม จะช่วยให้สมองของเด็กได้รับการพัฒนาอย่าง สมบูรณ์

สมองของเด็ก มีการเจริญเติบโตอย่างไร

ม้ว่าสภาพแวดล้อมจะสามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการทางสมองได้ มากเพียงไร แต่มันก็ไม่สามารถพัฒนาสมองให้เลิศเลอไปกว่าศักยภาพตาม ธรรมชาติที่พ่อแม่ให้มาได้ สมองของเด็กแรกเกิดจะมีส่วนประกอบบางส่วน ที่พัฒนาเต็มที่แล้ว และบางส่วนที่ยังไม่เข้าที่เข้าทาง โดยส่วนที่พัฒนาที่สุด ในสมองของเด็กแรกเกิดคือ ก้านสมอง และสมองส่วนกลาง ซึ่งเป็นส่วนที่ ควบคุมปฏิกิริยาตอบสนองและการทำงานพื้นฐานของร่างกาย อาทิเช่น การหายใจ และการขับถ่ายของเสีย เป็นต้น สมองส่วนกลาง นี้ประกอบไป ด้วย สมองใหญ่ (cerebrum) และ พื้นผิวสมอง (cortex) ซึ่งควบคุมการ เคลื่อนไหว การรับรู้ การเรียนรู้ การคิด และการสื่อสาร

ส่วนที่สำคัญของสมองใหญ่ที่พัฒนาค่อนข้างสมบูรณ์ในเด็กแรกเกิด คือส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของแขนขา และส่วนที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ ของประสาทสัมผัสต่างๆ ได้แก่ การมองเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น และ การรับรส พ่อแม่ของเด็กแรกเกิดคงสังเกตเห็นได้ว่าลูกมีปฏิกิริยาตอบสนอง ที่ดี เพราะปฏิกิริยาเหล่านี้ถูกควบคุมโดยสมองส่วนที่พัฒนาอย่างดีที่สุดใน เด็กแรกเกิดปฏิกิริยาตอบสนองเหล่านี้เป็นสิ่งที่ธรรมชาติได้ออกแบบไว้ สำหรับเป็นเครื่องมือป้องกันตัวเพื่อเอาชีวิตรอดของเด็กทารก ปฏิกิริยาตอบ สนองเหล่านี้จะเลือนหายไปเมื่อสมองได้รับการพัฒนาขึ้นในเวลาต่อมา

มื่อเด็กอายุครบ 6 เดือน สมองส่วนที่ใช้ในการควบคุมกล้ามเนื้อ ต่างๆ ของทารกเริ่มพัฒนาได้ดีและซับซ้อนมากขึ้น เด็กทารกในวัยนี้ สามารถควบคุมอากัปกิริยาต่างๆ ของตัวเองได้บ้างแล้ว และในขณะ เดียวกัน ปฏิกิริยาตอบสนองตามธรรมชาติต่างๆ ก็จะค่อยๆ หายไป นั่นก็

คือสิ่งที่ชี้ให้เห็นว่า สมองส่วนที่ควบคุมการเรียนรู้ได้รับการพัฒนามาแทนที่ สมองส่วนที่ควบคุมปฏิกิริยาตอบสนองตามสัญชาตญาณของเด็ก ในขณะที่ส่วนต่างๆ ของสมองเริ่มมีการพัฒนา เซลล์สมองก็จะผ่าน กระบวนการที่เรียกว่า Myelinization นั่นคือ เซลล์เกลียในสมองจะเริ่ม สร้างสารเคลือบที่เรียกว่า myelin มาครอบคลุมและป้องกันเซลล์สมอง แต่ละเซลล์ สารเคลือบเซลล์สมองนี้จะทำหน้าที่คล้ายกับฉนวนห่อหุ้มสาย โทรศัพท์ ที่ช่วยให้การสื่อสารระหว่างเซลล์สมองทำงานได้ดี และมี ประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สาร myelin ยังช่วยป้องกันมิให้สัญญาณไฟฟ้ากระโดด ข้ามไปมาระหว่างเซลล์สมองอีกด้วย

กระบวนการสร้าง myelin นี้ เกิดขึ้นโดยมีความสัมพันธ์กับการ พัฒนาทางระบบประสาทของเด็ก กล่าวคือ เมื่อแรกเกิด ระบบประสาทใน การรับรู้สัมผัสของเด็กค่อนข้างที่จะมีการเคลือบของ myelin ที่ดีพอสมควร นั่นคือเด็กทารกสามารถได้ยิน ได้กลิ่น ได้รับรส รู้สึกหนาวร้อน และมอง เห็นได้ดีพอสมควร และเมื่อเด็กโตขึ้น อีกทั้งสามารถที่จะควบคุมการ เคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกายของตัวเองได้ดีขึ้น นั่นคือสามารถชันคอ พลิกคว่ำ พลิกหงาย เริ่มหัดยืน และหัดก้าวเดิน ความสามารถเหล่านี้ก็เป็น ไปหลังจากที่ระบบประสาทในการควบคุมการเคลื่อนไหวเหล่านี้ได้รับการ เคลือบ myelin แล้วนั่นเอง

กระบวนการ Myelinization ดังกล่าวนี้ จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วใน ช่วง 3 ขวบแรกของชีวิต แต่ก็มีสมองบางส่วนที่จะไม่ได้รับการเคลือบ myelin จนกระทั่งคนเราโตเป็นผู้ใหญ่อย่างสมบูรณ์ เช่น สมองในส่วนที่ ควบคุมสมาธิจะไม่ได้รับการเคลือบ myelin อย่างสมบูรณ์จนเราเติบโตเข้า สู่วัยเจริญพันธุ์ ซึ่งนั่นก็เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเด็กส่วนใหญ่จะไม่มีสมาธิ ยาวนานเท่ากับผู้ใหญ่

Myelinization แล้ว คนเราจะสูญ เสียการควบคุมการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกาย คนที่ป่วย เป็นโรคเนื้อเยื่อของเซลล์แข็งตัวและตายด้านจะค่อยๆ สูญเสีย myelin ที่ เคลือบเซลล์สมอง แพทย์ยังไม่สามารถค้นพบต้นเหตุของโรคดังกล่าว และ อาการของโรคก็ขึ้นอยู่กับเซลล์ประสาทที่ได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ดี ผู้ป่วย ด้วยโรคนี้จะสูญเสียการควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ และอาจเป็น อัมพาต อีกทั้งในบางรายอาจมีอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

ปฏิกิริยาตอบสนองตามธรรมชาติ ของเด็กทารก

เมื่อแรกเกิดการเคลื่อนไหวของลูกของคุณจะเป็นไปตามปฏิกิริยาตอบสนองตามญชาตญาณของเขา และเมื่อเวลาผ่านไป เมื่อสมองของเขา ได้รับการพัฒนาขึ้น ปฏิกิริยาเหล่านี้ก็จะเลือนหายไป เมื่อเด็กรู้จักที่จะ ควบคุมการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกายของเขา brain-kids-smart-children-2

-หากคุณ ทำเสียงดัง ปฏิกิริยาตอบสนอง… ยกแขนทั้งสองขึ้นเอนศีรษะไปด้านหลัง และหลับตา (เรียกว่าปฏิกิริยา Moro) ระยะเวลาปฏิกิริยา… จะหายไปภายใน 2-3 เดือน

-หากคุณ… เอานิ้วแตะที่สันจมูกของเด็ก ปฏิกิริยาตอบสนอง… หลับตาปี๋

ระยะเวลาปฏิกิริยา… จะหายไปภายใน 1-2 เดือน

-หากคุณ… พยายามเหยียดแขนขาของเด็กให้ตรง ปฏิกิริยาตอบสนอง… งอแขนขา

ระยะเวลาปฏิกิริยา… จะหายไปภายใน 3 เดือน

-หากคุณ… จับใต้รักแร้ให้เด็กยืนส้นเท้าสัมผัสกับพื้นเรียบ ปฏิกิริยาตอบสนอง… ก้าวเท้าข้างหนึ่งไปข้างหน้าและทำท่า เหมือนกับจะย่างก้าวเดิน ระยะเวลาปฏิกิริยา… จะหายไปภายใน 2 เดือน

-หากคุณ… จับให้เด็กนอนคว่ำ ปฏิกิริยาตอบสนอง… หันศีรษะไปด้านข้าง โดยยกขึ้น เล็กน้อย และขยับแขนขาทำท่าคล้าย กับกำลังจะว่ายน้ำ

ระยะเวลาปฏิกิริยา… จะหายไปภายใน 2 เดือน

-หากคุณ… จับเด็กนอนหงาย และหันศีรษะของเขาไป ด้านในด้านหนึ่ง ปฏิกิริยาตอบสนองแขนข้างที่ศีรษะหันไปจะเหยียดออก ขณะที่แขนอีกข้างหนึ่งจะงอขึ้น ระยะเวลาปฏิกิริยา… จะหายไปภายใน 2-4 เดือน

-หากคุณ… เอานิ้วเขี่ยปลายนิ้วมือ / นิ้วเท้าของเด็ก ปฏิกิริยาตอบสนอง… หดมือหรือเท้าเข้าหาตัวเอง ระยะเวลาปฏิกิริยา… จะหายไปภายใน 2-3 เดือน

-หากคุณ… เอานิ้วเขี่ยฝ่ามือหรือฝ่าเท้าของเด็ก ปฏิกิริยาตอบสนอง… กำนิ้วมือหรือนิ้วเท้าเข้าหากัน ระยะเวลาปฏิกิริยา… จะหายไปภายใน 2-5 เดือน

-หากคุณ… เอานิ้วเขี่ยเท้าด้านนอกของเด็ก ปฏิกิริยาตอบสนอง… กางนิ้วเท้าออก ระยะเวลาปฏิกิริยา… จะหายไปภายใน 1-2 เดือน

-หากคุณ… เอานิ้วเขี่ยแก้มข้างใดข้างหนึ่งของเด็ก

ปฏิกิริยาตอบสนอง… หันหน้าไปด้านที่เขี่ย ระยะเวลาปฏิกิริยา… จะหายไปภายใน 4 เดือน

วางวัตถุบนใบหน้าของเด็ก

ส่ายศีรษะไปมาและยกแขนขึ้นเหมือน กับพยายามให้วัตถุนั้นพ้นจากใบหน้า ระยะเวลาปฏิกิริยา… จะหายไปภายใน 6 เดือน

ตารางแสดงการเจริญเติบโตของสมอง

-3 สัปดาห์หลังการปฏิสนธิ เซลล์สมองเริ่มก่อตัวขึ้น

-10 -18 สัปดาห์ในครรภ์ จำนวนเซลล์สมองเริ่มคงที่ แต่ในแต่ละ เซลล์ยังคงมีการพัฒน อย่างต่อเนื่อง

-20 สัปดาห์ในครรภ์ สมองมีช่วงเวลาการเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะดำเนินไปจนเด็กอายุ 2ขวบ เซลล์ มีขนาดใหญ่ขึ้น เส้นใยสมองแตกสาขา มากขึ้นในขณะที่บางเซลล์จะสูญหายไป

-20 สัปดาห์ในครรภ์ มีกระบวนการพัฒนาการสร้างสาร เคลือบ Myelinization ตามเซลล์ต่างๆ ของสมอง เพื่อการควบคุมระบบ ประสาทและกล้ามเนื้อ และจะเป็นไป อย่างต่อเนื่องจนเด็กอายุ 4 ขวบ

-แรกเกิด สมองของเด็กมีขนาดประมาณ 25 % ของผู้ใหญ่ -6 เดือน สมองของเด็กมีขนาดประมาณ 50 % ของผู้ใหญ่ -1 ขวบ สมองของเด็กมีขนาดประมาณ 70 %์ ของผู้ใหญ่ -3 ขวบ สมองของเด็กมีขนาดประมาณ 90 % ของผู้ใหญ่

คนเราเรียนรู้ได้อย่างไร

มื่อลูกของคุณเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ข้อมูลการเรียนรู้นั้นไม่ได้ถูกจัด เก็บที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของสมองเพียงส่วนเดียว หากแต่จะถูกเก็บไว้ใน สมองส่วนต่างๆ หลายส่วน ตัวอย่างเช่น ความทรงจำเรื่องเสื้อสีฟ้าของเขา จะถูกเก็บอยู่ในเซลล์สมองหลากหลายส่วน ได้แก่ ส่วนที่เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่อง เสื้อผ้า เรื่องสี เรื่องตู้เสื้อผ้า และเรื่องงานวันเกิดที่เขาได้เสื้อมาเป็น ของขวัญ เป็นต้น ลักษณะของการเก็บความจำของสมองของมนุษย์เราใน ลักษณะนี้เรียกว่า Multiple Mapping

Multiple Mapping แสดงให้เห็นว่า การเก็บความจำของคนเรานั้น จำเป็นต้องใช้สมองหลายส่วนด้วยกัน ดังนั้น คนเราจะมีความจำที่ดีได้นั้น เส้นใยสมองจะต้องทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ Multiple Mapping ยังแสดงให้เห็นว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะลบความทรงจำของ คนเราออกไป เนื่องจากความทรงจำจะถูกจัดเก็บอยู่ในส่วนต่างๆ ของ สมอง สิ่งที่ลูกของคุณได้เรียนรู้ และความทรงจำที่เก็บอยู่ในสมองของเขา สามารถที่จะบันทึกอยู่ได้ตลอดชั่วชีวิตของเขา

ในส่วนของการเรียนรู้นั้น คนเรามีเทคนิคการเรียนรู้อยู่ 3 ประเภท คือ หนึ่ง การเรียนรู้จากการมองเห็น เช่น การศึกษาแผนที่ สอง การเรียน รู้จากการได้ยิน เช่น การฟังคำบรรยายในห้องเรียน และสาม การเรียนรู้ จากการกระทำหรือประสบการณ์ เช่น การหัดขี่จักรยาน ความทรงจำจาก การเรียนรู้ทั้ง 3 ประเภทนี้ จะถูกเก็บอยู่ในส่วนต่างๆ ของสมองที่แตกต่าง กันไป ความทรงจำจากการมองเห็น จะถูกเก็บอยู่ในสมองซีกขวา ความ ทรงจำจากการได้ยิน จะถูกเก็บอยู่ในสมองซีกซ้าย ในขณะที่ความทรงจำ จากการกระทำหรือประสบการณ์ จะถูกเก็บไว้ในสมองเล็ก

คนเราจะมีความถนัดในการเรียนรู้ประเภทใด ประเภทหนึ่งมากกว่าอีก 2 ประเภท โดยมีคนประมาณ 65 เปอร์เซ็นต์ที่ เรียนรู้ได้ดีจาก “การมองเห็น” มีประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ถนัดที่จะเรียนรู้ จาก “การฟัง” และที่เหลืออีกประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์เรียนรู้ได้ดีจาก “การกระทำและประสบการณ์”

คุณสามารถสังเกตได้ว่า บุคคลใดบุคคลหนึ่งมีความถนัดในการเรียน รู้ประเภทใด โดยดูจากการที่เขาบรรยายสิ่งที่เขาเรียนรู้มา คนที่สามารถ อธิบายรูปภาพหรือเหตุการณ์ได้อย่างละเอียดลออ จะเป็นคนที่ถนัดในการ เรียนรู้จาก “การมองเห็น” ส่วนคนที่สามารถจดจำบทสนทนาได้อย่าง แม่นยำ จะเป็นผู้ที่มีความถนัดในการเรียนรู้จาก “การฟัง” ในขณะที่คนที่ อาศัยความรู้สึกหรือประสบการณ์ในการย้อนระลึกถึงเหตุการณ์ใด เหตุการณ์หนึ่งในอดีต ก็คือผู้ที่มีความถนัดในการเรียนรู้จาก “การกระทำ” คนที่มีความทรงจำเป็นเลิศนั้น เป็นผลมาจากการที่เขาได้รับการพัฒนา ทักษะในการเรียนรู้ทั้ง 3 ประเภทนี้ได้เป็นอย่างดี ทำให้เขาสามารถเก็บ ความจำได้ในสมองหลากหลายส่วนด้วยกัน

โดยทั่วไปแล้ว บุคคลที่ถนัดในการเรียนรู้จากการมองเห็น จะ สามารถเรียนรู้ได้รวดเร็วกว่าบุคคลที่ถนัดในการเรียนรู้จากการฟัง และ บุคคลที่ถนัดในการเรียนรู้จากการกระทำ แต่อย่างไรก็ตาม บุคคลประเภท แรกนี้ มักจะเรียนรู้ข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้อง และมักจะเกิดความสับสนในการ เรียงลำดับเหตุการณ์ ส่วนบุคคลที่มีความถนัดในการเรียนรู้จากการฟัง มัก จะมีความสามารถในการวิเคราะห์แยกแยะเรื่องราวที่มีรายละเอียดซับซ้อน ได้เป็นอย่างดี แต่มักจะไม่ค่อยมั่นใจในความทรงจำของตัวเอง (แม้ว่าความ ทรงจำของเขาจะแม่นยำเทียบเท่ากับบุคคลที่มีความถนัดในการเรียนรู้จาก การมองเห็นก็ตาม)

ารเรียนรู้จาก “การกระทำหรือประสบการณ์” นั้น ไม่ค่อยจะมี บทบาทเท่าไรนักในส่วนของการเรียนรู้ทางวิชาการ แต่กลับปรากฏว่า การ เรียนรู้ในรูปแบบนี้ จะเป็นความทรงจำที่ติดตัวคนเราได้นานที่สุด คุณคง เคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า หากคนเราได้หัดขี่จักรยานครั้งหนึ่งแล้ว ก็จะไม่ลืม ทักษะนี้ไปตลอดชีวิต สาเหตุที่ความทรงจำจากการกระทำนี้ยืนยงกว่าความ ทรงจำจากการเรียนรู้ประเภทอื่นๆ นั่นก็เป็นเพราะว่า ความทรงจำประเภท นี้ถูกจัดเก็บอยู่ใน สมองน้อย ซึ่งมักจะได้รับผลกระทบกระเทือนน้อยที่สุด เวลาที่คนเรามีความบกพร่องทางสมอง เช่น เมื่อเป็นโรคลืมอันเนื่องมาก จากความชรา (อัลไซเมอร์) เป็นต้น โดยจะเห็นได้ว่า คนแก่ที่ป่วยเป็นโรค อัลไซเมอร์บางราย ยังคงสามารถเล่นเปียโนได้โดยไม่ผิดโน้ต หรือยังถักไหม พรมได้อย่างแคล่วคล่องแต่เขากลับจำชื่อของคู่สมรสที่ใช้ชีวิตร่วมกันมากว่า 50 ปีไม่ได้

สิ่งที่น่าแปลกใจอีกอย่างของความทรงจำที่เกิดจาก “การกระทำหรือ ประสบการณ์” นั้นก็คือ การที่เราไม่จำเป็นที่จะต้องไปคำนึงถึงมันให้ มากมาย แต่มันจะเป็นไปได้เองโดยอัตโนมัติ ยกตัวอย่างเช่น การขี่ จักรยาน การเล่นเปียโน หรือการเล่นกอล์ฟ หากคุณเคยฝึกฝนสิ่งเหล่านี้จน ชำนาญมาในอดีตแล้ว เมื่อถึงเวลาที่คุณต้องขี่จักรยานหรือเล่นเปียโนเพลง โปรด หรือตั้งวงสวิงกอล์ฟอีกสักครั้ง แม้เวลาจะผ่านไปหลายปี คุณก็จะ สามารถทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้เองโดยอัตโนมัติ

คุณสามารถส่งเสริมการเรียนรู้ของลูกได้ โดยหมั่นสังเกตว่าลูกของ คุณมีความถนัดในการเรียนรู้แบบใดมากที่สุด แล้วคอยส่งเสริมการเรียนรู้ ของเขาในลักษณะนั้นๆ นอกจากนี้ คุณก็สามารถกระตุ้นความทรงจำที่เกิดจากการเรียนรู้ ทั้ง 3 รูปแบบได้ เช่นเมื่อลูกได้เรียนรู้ชื่อเรียกของวัตถุอะไรใหม่ๆ คุณก็ ให้เขาได้บรรยายในสิ่งที่เขาเห็น หรือให้เขาได้ลองสัมผัส ด้วยวิธีการนี้ลูกน้อยของคุณก็จะได้ฝึกใช้สมอง หลากหลายส่วน ในการเก็บความทรงจำที่เกี่ยวกับวัตถุชิ้นนี้

วิธีการเสริมสร้างความพร้อมอย่างเต็มที่ ให้กับลูกน้อยของคุณ

ด็กเล็กๆ โดยส่วนมากแล้ว ไม่ได้อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ เอื้ออำนวยต่อพัฒนาการของเขาอย่างเต็มที่เท่าใดนัก เนื่องจากพ่อแม่ส่วน ใหญ่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ เช่น ปล่อยให้ลูกนั่งดูโทรทัศน์ทุกวัน วันละหลายๆ ชั่วโมง เล่นของเล่นที่ไม่ได้มีประโยชน์ในเชิงสร้างสรรค์ ไม่ได้ฝึกให้เด็กรัก การอ่าน หรือการเขียนหนังสือ หรือเล่นบทบาทสมมุติตั้งแต่ยังเล็ก เป็นต้น

นักวิจัยได้ทำการศึกษาเพื่อที่จะเข้าใจว่าพ่อแม่สามารถเสริมสร้าง สภาพแวดล้อมให้สมบูรณ์ขึ้นได้อย่างไร โดยได้ศึกษา วิธีการที่แม่มี ปฏิสัมพันธ์กับลูก ผลการศึกษาพบว่า เด็กๆ จะสามารถเติบโตและมี พัฒนาการทางสติปัญญาได้อย่างเต็มศักยภาพ หากพวกเขาได้รับโอกาสที่ จะเล่น ได้สำรวจ และมีโอกาสได้เลือกศึกษาในสิ่งที่เขาสนใจ อีกทั้งเด็ก จะต้องรายล้อมไปด้วยผู้คนที่รัก และพร้อมที่จะสนับสนุนเขา พื่อที่จะให้ลูกได้มีพัฒนาการทางสติปัญญาเต็มศักยภาพของเขา เด็กๆ จึงควรที่จะมีโอกาสได้รับสิ่งต่างๆ ต่อไปนี้

-ได้รับความรักและเอาใจใส่จากผู้ใหญ่อย่างสม่ำเสมอ -เมื่อเด็กพยายามจะสื่อสารด้วย พ่อแม่ผู้ปกครองจะต้องให้ความ สนใจ และพูดคุยโต้ตอบกับเขาอย่างเป็นมิตร

-พ่อแม่หรือพี่เลี้ยงควรหลีกเลี่ยงการแสดงอาการเกรี้ยวกราด หรือทำร้ายร่างกายเด็ก -พ่อแม่ควรใส่ใจในกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันของเด็ก -เด็กจะต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย -เด็กควรได้มีโอกาสใกล้ชิดกับผู้ใหญ่อยู่เสมอ -เด็กควรมีของเล่นที่เหมาะสมกับพัฒนาการตามวัยของเขา -เด็กได้มีโอกาสออกไปนอกบ้านและได้พบเห็นเจอะเจอสภาพ แวดล้อมแปลกๆ ใหม่ๆ

-เด็กควรที่จะได้มีคนคอยอ่านหนังสือให้เขาฟัง โดยเริ่มได้ตั้งแต่ วัยทารก และเมื่อเขาอายุได้ 6 เดือน ควรที่จะมีคนคอยอ่าน หนังสือให้เขาฟังอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง

คุณมีโอกาสที่จะเสริมสร้าง การพัฒนาทางสติปัญญาของลูก โดยการสรรค์สร้างบรรยากาศ และสภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์ภายในบ้านให้กับเขา นับตั้งแต่แรกเกิดจนอายุ3ขวบ ยิ่งเด็กยิ่งเล็กเท่าไหร่ ความสำคัญของสิ่งแวดล้อมก็จะมีอิทธิพล ต่อการพัฒนาทางสติปัญญาของเขายิ่งขึ้นเท่านั้น เนื้อหาสาระของบทต่อๆไปในหนังสือเล่มนี้ จะแนะนำถึงวิธีการที่จะเสริมสร้างสติปัญญาของลูกของคุณ

เขียนโดย: Winifred Conkling
แปลและเรียบเรียงโดย: ภรณี ภูรีสิทธิ์
บรรณาธิการโดย: สมชัย เบญจมิตร

BeeMedia
สื่อความสุข ความหวัง
กำลังใจ และความสำเร็จ

ยางฝึกจับดินสอแนะนำและออกแบบโดยนักกิจกรรมบำบัด จากประเทศอเมริกา

ยางฝึกจับดินสอ รุ่น Mini เหมาะสำหรับเด็กเริ่มหัดเขียนภาพยางฝึกจับดินสอ รุ่น Softยางฝึกจับดินสอ รุ่น Shell

ยางฝึกจับดินสอ รุ่น Mini ยางฝึกจับดินสอ รุ่น Soft ยางฝึกจับดินสอ รุ่น Shell