กิจกรรมบำบัดสำหรับเด็กพิเศษ-Autism

ปรารถนา พินธุวัฒน์

นักกิจกรรมบำบัด

โรงพยาบาลยุวประสารทไวทโยปถัมภ์

ความหมายของกิจกรรมบำบัดautism-autistic-therapy-activity-2

กิจกรรมบำบัดเป็นวิชาชีพหนึ่งทางการแพทย์ ที่ให้บริการในด้านส่งเสริม ป้องกัน บำบัดรักษา และฟื้นฟูสภาพเพื่อแก้ไขปัญหาสุขภาพกายและสุขภาพจิตของบุคคล โดยอาศัยองค์ความรู้พื้นฐานทางการแพทย์ทฤษฎีพื้นฐานทางจิตวิทยาและองค์ความรู้ทางวิชาชีพกิจกรรมบำบัด โดยวิชาชีพจะมีการนำทฤษฎีมาใช้อ้างอิงเพื่อให้นักวิชาชีพสามารถวิเคราะห์หาปัจจัยต่อภาวะผิดปกติที่เกิดขึ้นได้ โดยแยกพฤติกรรมหรือลักษณะของผู้ป่วยเป็นหมวดหมู่หรือเป็นข้อๆ โดยนักกิจกรรมบำบัดจะเลือกกรอบอ้างอิงที่เหมาะสมกับปัญหาของผู้ป่วยแต่ละราย

รูปแบบ / แนวทางการรักษาทางกิจกรรมบำบัด

ในกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีความผิดปกติทางพัฒนาการ (pervasive development disorder) นักกิจกรรมบำบัดใช้กรอบอ้างอิง sensory integration frame of reference เป็นแนวทางหลักในการให้การบำบัดรักษา นอกจากนี้ยังมีการนำกรอบอ้างอิงทางการรักษาอื่นมาเป็นแนวทางในการรักษาเพิ่มตามปัญหาที่บุคคลนั้นๆ ต้องได้รับการแก้ไข

Sensory Integration (SI) คืออะไร

Sensory Integration เป็นทฤษฎีที่อธิบายถึงพฤติกรรมของมนุษย์อันเนื่องมาจาก การทำงานของระบบประสาท (neuro behavior theory) โดยกล่าวถึงหน้าที่ของสมองที่จะรับและจัดระเบียบสิ่งที่มากระตุ้นระบบประสาทสัมผัส (sensory stimuli) และตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นนั้นได้อย่างเหมาะสมและเกิดการเรียนรู้ขึ้น

Dr. A. Jean Ayres นักกิจกรรมบำบัดและนักจิตวิทยาการศึกษา ชาวอเมริกันได้พัฒนาทฤษฎีนี้ขึ้นในปี ค.ศ. 1960 โดย Dr. A. Jean Ayres กล่าวว่าร้อยละ 80 ของการทำงานของระบบประสาทจะทำหน้าที่ในการจัดการเกี่ยวกับการรับความรู้สึกโดยมีสมองเป็นเครื่องสำหรับจัดการการรับความรู้สึก เมื่อสมองมีการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ จะทำให้เรามีการตอบสนองอย่างเหมาะสมและเป็นอัตโนมัติ

สมองจะมีหน้าที่ในการปรับสมดุลของการรับข้อมูลความรู้สึก ทำให้ข้อมูลต่างๆ ไหลเข้ามาสู่สมองอย่างมีระเบียบ แต่ทุกๆ นาทีจะมีข้อมูลการรับความรู้สึกไหลเข้าสู่สมองตลอดเวลา ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้มีมากเกิดกว่าที่สมองรับและจัดการได้ทั้งหมด สมองจึงต้องมีการจัดการยับยั้งความรู้สึกที่ไม่จำเป็นเพราะถ้าไม่มีการยับยั้ง เราจะต้องให้ความสนใจทุกสิ่งเร้าที่เข้ามา และตอบสนองความทุกๆ ความรู้สึกที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เช่น ขณะที่เราเรียนหนังสือในห้องเรียนเราสามารุสนใจอาจารย์ผู้สอนได้โดยไม่สนใจในเสียงของพัดลมเพดานหรือเสียงผู้คนเดินไปมานอกห้องเรียน นั่นแสดงให้เห็นว่าสมองของเราสามารถจัดการยับยั้งความรู้สึกที่ไม่จำเป็นได้ เป็นต้น

แต่บางครั้งเราให้ความสนใจต่อความรู้สึกบางอย่างตลอดเวลา เช่น การโยกเก้าอี้เป็นจังหวะหรือการเคาะตามจังหวะเพลง ซึ่งเป็นลักษณะของการกระตุ้นสมอง ที่ส่งการติดต่อระหว่างการรับความรู้สึกและการแสดงพฤติกรรมตอบสนองอย่างมีความหมาย เมื่อการยับยั้งและการกระตุ้นมีความสมดุลกันเราสามารถดำเนินกิจกรรมต่างๆ ไปได้ เราสามารถปรับเปลี่ยนระดับความตั้งใจ อารมณ์หรือการเคลื่อนไหวให้เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อมตลอดเวลา นี่คือสิ่งที่ Sensory Integration ส่งผลต่อการทำงาน เราสามารถจะอ่านหนังสือพิมพ์ เมื่อนั่งเก้าอี้ได้โดยไม่สนใจพนักเก้าอี้ที่เรานั่งพิงอยู่ เนื่องจากความรู้สึกต่างๆ เหล่านั้น รบกวนเรามากไป สมองจึงยับยั้งไม่ให้เราตอบสนองต่อสิ่งเร้าทุกอย่าง

ระบบการรับความรู้สึก ได้แก่ระบบใดบ้างautism-autistic-therapy-activity-3

สามระบบพื้นฐานที่ทำหน้าที่ประมวลผลร่วมกันเกี่ยวกับการรับรู้ตำแหน่งหน้าที่ของร่างกาย การทำงานประสานสัมพันธ์ของร่างกาย 2 ซีก การรับรู้แนวกลางลำตัว ความตึงตัวของกล้ามเนื้อ การวางแผน การเคลื่อนไหว ช่วงความสนใจ ความมั่นคงในอารมณ์ และการเรียนรู้สติปัญญา ได้แก่

1. ระบบการรับรู้การทรงตัวและการเคลื่อนไหว (vestibular system) ทำหน้าที่รับและแปลผลเกี่ยวกับการทรงตัว การรักษาสมดุลและทรงตัวต้านแรงโน้มถ่วงระบบนี้มีอวัยวะรับสัมผัสอยู่ในหูชั้นในสิ่งเร้าที่กระตุ้นระบบนี้ในทางธรรมชาติ คือ การหมุนศีรษะและการเคลื่อนไหวไปในระนาบที่แตกต่างกัน

2. ระบบรับรู้กล้ามเนื้อเอ็นและข้อ (proprioceptive system) เป็นระบบที่รับรู้ความรู้สึกจากกล้ามเนื้อ เอ็น ข้อต่อ โดยอาศัยตัวรับความรู้สึกซึ่งจะอยู่ภายในกล้ามเนื้อเอ็น ข้อต่อของแต่ละคน ทำให้เราสามารถทราบตำแหน่งแขนขาทราบทิศทางและความเร็วของการเคลื่อนไหวแขนขา

3. ระบบการรับสัมผัส (tactile system) ระบบนี้มีตัวรับสัมผัสที่ผิวหนังซึ่งมีอยู่ทั่วร่างกาย รวมไปถึงลิ้นที่ตอบสนองต่อการรับสัมผัสออกมาในรูปแบบของกลิ่นและรสชาติ

ความบกพร่องด้านการประมวลผลการรับรู้ความรู้สึก (Sensory Integration Dysfunction)

การที่จะทราบว่าบุคคลใดมีกระบวนการจัดระเบียบของสมองผิดปกติจะดูจากพฤติกรรมที่บุคคลนั้นแสดงออก ซึ่งบางรายอาจแสดงโดยมีพัฒนาการในบางด้านช้ากว่าปกติ บางรายเดินได้ดี แต่เวลาวิ่งค่อนข้างงุ่มง่าม หกล้มบ่อย และเมื่อถึงวัยเรียนอาจมีปัญหาเรียนช้า มีปัญหาในการเข้ากลุ่มกับเพื่อน ความสนใจสั้น วอกแวกง่าย ทำอะไรซ้ำซาก แต่เด็กไม่รู้ถึงปัญหาของตนเอง เพราะปัญหาเหล่านี้ขึ้นอยู่กับกาทำงานของสมอง ความบกพร่องทางด้านการประมวลผลการรับความรู้สึก จะส่งผลถึงพฤติกรรมของเด็กที่มีต่อการเรียน การเคลื่อนไหว การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และความรู้สึกเกี่ยงกับตนเอง สมองของเด็กกลุ่มนี้ จะไม่สามารถจัดการกับข้อมูลที่ได้รับจากการรับความรู้สึกพื้นฐานต่างๆ เด็กจึงไม่สามารถตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้อย่างมีความหมาย

เด็กบางรายมีลักษณะไวต่อการรับความรู้สึกที่มากเกินไป (oversensitive) หรือน้อยเกิดไป (undersensitive) และบางคนมีลักษณะที่ไวมากต่อการรับบางสิ่งขณะเดียวกันก็มีน้อยต่อบางสิ่ง คือมีลักษณะของการรับความรู้สึกและตอบสนองต่อสิ่งเร้าแต่ละอย่างไม่เท่ากัน ซึ่งเด็กแต่ละคนอาจมีพฤติกรรมที่แสดงออกแตกต่างกันออกไป ขึ้นกับว่าเด็กมีลักษณะไวมากหรือน้อยต่อการรับความรู้สึกชนิดนั้นรวมทั้งมีความรุนแรงของการบกพร่องทางด้านการประมวลผลการรับความรู้สึกที่แตกต่างกัน

ลักษณะพฤติกรรมที่ซ้ำๆ มีรูปแบบของพฤติกรรมแบบเดิมๆ เรียกว่า stereotype เกิดจากสาเหตุที่เด็กขาดหรือถูกจำกัดการรับสิ่งเร้า เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความบกพร่องของระบบผสมผสานการรับความรู้สึก จึงส่งผลให้เด็กมีพฤติกรรมกระตุ้นเร้าตัวเองซ้ำๆ

เราสามารถใช้ 3 ระบบความรู้สึกพื้นฐานมาจำแนกลักษณะของพฤติกรรมที่เด็กแสดงออกได้ง่ายการที่เด็กแสดงพฤติกรรมนั้นๆ เกี่ยวข้องกับระบบใด

1. เด็กมีพฤติกรรมวิ่งวนเป็นวงกลม ชอบดูของหมุนๆ นั่งโยกตัวส่ายศีรษะ นั่งสั้นขา เขย่าขา ชอบมองการเคลื่อนไหวของวัตถุทั้งแนวดิ่งและแนวระนาบ ลักษณะพฤติกรรมเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าเด็กแสวงหาเรื่องระบบการทรงตัวและการเคลื่อนไหว (vestibular system)

2. เด็กมีพฤติกรรมชอบทุบอก ทุบหัว ตบอก ตบมือ สะบัดมือ เล่นนิ้ว หรือเคาะสิ่งของ รวมถึงเมื่อมีของในมือก็จะเคาะตลอดเวลา แสดงให้เห็นว่าเด็กแสวงหาเรื่องระบบการรับรู้กล้ามเนื้อเอ็นและข้อ (proprioceptive system)

ระบบการทรงตัวและการเคลื่อนไหว และระบบการรับรู้กล้ามเนื้อเอ็นและข้อ มีการทำงานที่เกี่ยวข้องและสัมพันธ์กัน ในกรณีที่เด็กมีภาวะที่ไวต่อการกระตุ้นระบบสัมผัสทั้ง 2 ระบบนี้ปัญหาที่พบคือ ความตึงตัวของกล้ามเนื้อต่ำ มีความยากลำบากต่อการทำกิจกรรมที่ต้องทรงท่าไว้นานๆ และกิจกรรมที่เกี่ยวกับการกะระยะ ทิศทาง คามเร็วของวัตถุที่เข้าหาตัว อีกทั้งมีความอดทนต่ำ เมื่อยล้าง่าย

3. เด็กที่มีพฤติกรรมชอบเอามือละกำแพง เดินเอามือลากตามกำแพงต้องถือของตลอดเวลา (ไม่นำมาเคาะ) ชอบพวกพื้นผิว ดม / กินวัตถุไม่เลือกชนิด ชอบจับสัมผัสผู้อื่น แสดงให้เห็นว่าเด็กแสวงหาระบบการรับสัมผัส (tactile system) หรือเด็กที่มีการเดินเขย่ง รับประทานอาหารซ้ำๆ โดยเฉพาะพื้นผิวลื่นๆ เลือกพื้นผิวอาหาร ไม่ชอบการสัมผัส ไม่ชอบโลชั่น ตัดเล็บ ตัดผม หลีกเลี่ยงการเล่นดินน้ำมัน เล่นกาว เป็นต้น แสดงให้เห็นว่าเด็กหลีกหนีระบบสัมผัส

ลักษณะของพฤติกรรมหรือการกระทำซ้ำๆ

พฤติกรรมหรือการกระทำซ้ำๆ นั้น ปรากฏชัดเจนในเด็กที่มีพัฒนาการผิดปกติ และเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ พฤติกรรมเป็นลักษณะการกระทำซ้ำๆ ของรูปแบบการเคลื่อนไหว เช่น การโยกตัว การจ้องมือตัวเอง การส่ายศีรษะ สะบัดมือ ปรบมือ หรือการเล่นไม่เหมาะสม มีความพึงพอใจต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาก

ลักษณะของพฤติกรรมหรือการกระทำซ้ำๆ แบ่งได้เป็น 8 รูปแบบ

1. ลักษณะไม่ยืดหยุ่น (rigidity / sameness)

มีพฤติกรรมซ้ำซาก เปลี่ยนแปลงลำบาก จะรู้สึกว่ารำคาญหรืออารมณ์เสียเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงแบบแผนที่ทำประจำ

2. พูดตามสิ่งที่เคยได้ยิน (auditory / receptive verbalization)

มีลักษณะของการพูดตาม เด็กจะพูดเหมือนกับเสียงหรือบุคคลกับเด็กได้ยินซึ่งเป็นการพูดที่ผิดปกติ

3. ความสนใจในการจ้องมอง (visual orientation)

การจ้องมองมือตนเอง การเคลื่อนไหวมือของตนเองอย่างผิดปกติ การจ้องแสงไฟ

4. ไม่สามารถระบุลักษณะ (not named)

หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมที่ไม่ชอบทุกครั้ง แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าไม่ชอบหรือรำคาญอะไร เช่น เด็กไม่ชอบการแปรงฟันหรือล้างหน้า แสดงออกโดยเบี่ยงเบนไปทำกิจกรรมอย่างอื่นแทน

5. การแสดงต่อวัตถุในลักษณะเดิม (object stereotype)

การเก็บสะสมวัตถุที่ชอบ การบิดเล่นวัตถุ การหมุนวัตถุในส่วนใดส่วนหนึ่ง และการเล่นอย่างไม่เหมาะสม

6. การแสดงความพอใจอย่างผิดปกติ (abnormal focused affection)

สนใจหรือพอใจอย่างผิดปกติกับวัตถุใดวัตถุหนึ่ง มีช่วงความสนใจสั้น แต่จะสนใจสิ่งของเฉพาะอย่าง เช่น โมเดลรถ ยี่ห้อรถ คอมพิวเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น

7. การตอบสนองต่อเสียงเพลง (music – motor)

แสดงอาการโยกตัวเมื่อได้ยินเสียงเพลงที่ชอบและจะชอบฟังเพลงเดิมที่เคยฟัง

8. พฤติกรรมการทำร้ายตัวเอง (self – injurious behavior)

เป็นลักษณะหนึ่งของพฤติกรรมหรือการกระทำซ้ำๆ ที่รุนแรงมาก เมื่อพฤติกรรมที่กระตุ้นตัวเองเหล่านั้นไม่ได้รับการแก้ไข การทำร้ายตัวเองก็จะรุนแรงมากขึ้น เช่น โขกศีรษะ จิ้มตา เป็นต้น

พฤติกรรมหรือหรือการกระทำซ้ำๆ นั้น เป็นปัญหาสำคัญสำหรับเด็ก เพราะพฤติกรรมนี้จะไปรบกวนต่อการปรับพฤติกรรม และการเสริมสร้างทักษะการทำงานต่างๆ ทำให้มีการยากลำบากต่อการทำกิจกรรมที่มีเป้าหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการเรียนรู้ และการมีปฏิสัมพันธ์ในสังคม

เมื่อทราบถึงระบบที่เด็กแสวงหาแล้วนั้น รูปแบบกิจกรรมที่จัดการรักษาให้ควรเน้นดารควบคุมสิ่งเร้านั่นคือ

- ในกลุ่มเด็กที่มีการแสดงออกทางพฤติกรรมแบบตื่นตัวมากเกินปกติ (hyperactivity) การจัดกิจกรรมให้ต้องเป็นการฝึกในลักษณะช้าๆ มั่นคง เป็นจังหวะเพื่อลดระดับความตื่นตัวลง

- ในกลุ่มเด็กที่มีการแสดงออกทางพฤติกรรมตอบสนองต่อสิ่งเร้าน้อยกว่าปกติ (hypoactive) การจัดกิจกรรมต้องให้เด็กคาดเดาไม่ได้ ตื่นตัวตลอดเวลา ต้องกระตุ้นโดยเน้นทางสื่อ / เสียง หรืออุปกรที่ร่วมในการฝึก

หลักในการรักษาของทฤษฎี Sensory Integration (SI)autism-autistic-therapy-activity-2

1. ควรแก้ปัญหาในขั้นตอนการปรับระดับความไวของการรับความรู้สึกก่อน เพราะภาวการณ์ตื่นตัวที่มากหรือน้อยเกินไปจะทำให้กระบวนการรับความรู้สึกบกพร่องได้ ดังนั้น ก่อนการเริ่มโปรแกรมการรักษาเด็กควรได้ทำกิจกรรมอย่างเหมาะสม เพื่อให้ภาวการณ์ตื่นตัวอยู่ในเกณฑ์ปกติ เช่น

- เด็กซน ไม่อยู่นิ่ง (hyperactive) กิจกรรมที่จัดให้เด็ก ควรจะมีลักษณะช้าๆ เป็นจังหวะ มั่นคง นับได้ และผ่อนคลาย

- เด็กเชื่องช้า เฉื่อย (hypoactive) กิจกรรมที่จัดให้เด็ก ควรมีลักษณะกระตุ้น คาดเดาไม่ได้ เร้าตลอดเวลา

2. วิเคราะห์พฤติกรรมที่เป็นปัญหาของเด็กว่าเกิดจากความบกพร่องของระบบการรับความรู้สึกส่วนไหนอย่างไร พฤติกรรมที่ผิดปกติของเด็ก สังเกตได้จากการเล่น การทำงาน การทำกิจวัตรประจำวัน

3. ผู้บำบัดต้องพยายามชักจูงให้เด็กทำกิจกรรมด้วยตัวเอง ผู้บำบัดอาจช่วยเด็กทำกิจกรรมได้ในบางขั้นตอน เพื่อช่วยให้เด็กทำกิจกรรมได้สำเร็จ

4. ในระยะแรกของกิจกรรม หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวที่ซับซ้อน ผู้บำบัดควรค่อยๆ ปรับกิจกรรมให้ซับซ้อนมากขึ้น เมื่อเด็กทำกิจกรรมในระยะแรกได้สำเร็จด้วยตัวเอง

5. การจัดแผนการรักษาจะเป็นลักษณะเฉพาะสำหรับเด็กแต่ละคนเนื่องจากเด็กออทิสติกแต่ละคนจะมีความบกพร่องของระบบการรับและการตอบสนองต่อสิ่งเร้าแตกต่างกัน

6. ควรให้กิจกรรมชักนำให้เด็กได้กระตุ้นประสาทสัมผัสหลายๆ ส่วนพร้อมๆ กัน ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดการประมวลผลของความรู้สึกร่วมกันแบบองค์รวมจะเป็นประโยชน์มากกว่าการให้โปรแกรมการรักษาที่กระตุ้นเฉพาะประสาทสัมผัสชนิดใดชนิดหนึ่ง

7. การจัดกิจกรรมควรคำนึงถึงระดับพัฒนาการตามอายุของเด็กเสมอ

เอกสารอ้างอิง

1. สร้อยสุดา วิทยากร . “กรอบอ้างอิงผสมผสานความรู้สึกของสมอง” . กรอบอ้างอิงกิจกรรมบำบัดในเด็ก . ใน

วิไลวรรณ มณีจักร บรรณาธิการ . คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ . 2544 .

2. Berger DS. Music Therapy, Sensory Integration and Autistic Child London :

Jessica Kingsley Publishers , 2002 ; p61 – 77.

3. Fisher AG.,Murray EA. And Bundy AC. Sensory Integration : Theory and Practice.

Philadelphia : F.A. David company , 1991.

ยางฝึกจับดินสอแนะนำและออกแบบโดยนักกิจกรรมบำบัด จากประเทศอเมริกา

ยางฝึกจับดินสอ รุ่น Mini เหมาะสำหรับเด็กเริ่มหัดเขียนภาพยางฝึกจับดินสอ รุ่น Softยางฝึกจับดินสอ รุ่น Shell

ยางฝึกจับดินสอ รุ่น Mini ยางฝึกจับดินสอ รุ่น Soft ยางฝึกจับดินสอ รุ่น Shell